BREAKING NEWS
latest

728x90

ad satang pro referral

468x60

ad satang pro referral

Slider

latest

Slider Right

randomposts6

กฎหมายน่ารู้ | LAW

กฎหมาย/block-3

การเงิน | money-transfer

ธนาคาร/block-8

ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน | Cryptocurrency

Binance/block-9

สุขภาพและความงาม | health

สุขภาพและความงาม/block-2

เรื่องน่ารู้

เรื่องน่ารู้/block-2

บันเทิง คลิปตลก คลิปเด็ด ๆ | Video clip

คลิปวีดีโอ/block-1

ผญา สุภาษิต | Phya Suphasit

สุภาษิต/block-3

อนาคตโลก

อนาคตโลก/block-1

สกุลเงินดิจิทัล | Cryptocurrency

Cryptocurrency/block-7

อนาคตไทย

อนาคตไทย/block-1

บิทคอยน์

bitcoin/block-7
Wallet

Latest Articles

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563

"ไม้พะยูง" ทำไมถึงแพง ปลูกกันยังไง?





พะยูง

1.  ชื่อพันธุ์ไม้ พะยูง
2.  ชื่อสามัญ (ไทย) กระยูง  กะยง (เขมร สุรินทร์)  ขะยุง (อุบลราชธานี)  แดงจีน

(กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี)  ประดู่ลาย (ชลบุรี)  ประดู่แสน (ตราด)  พะยูงไหม (สระบุรี)  หัวลีเมาะ (จีน)  ประดู่ตม (จันทบุรี)

(อังกฤษ) Black Wood, Rose Wood, Siamese Rose Wood,

Thailand Rose Wood.

3.  ชื่อวิทยาศาสตร์ Dalbergia cochinchinensis Pierra
4.  ชื่อวงศ์ Papilionaceae
5.  การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ พะยูงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม สำหรับในประเทศไทยพบกระจัดกระจายทั่วไปตามป่าเบญจพรรณชื้น และป่าดิบแล้ง ภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-300 เมตร

6.  ลักษณะทางวนวัฒนวิทยา พะยูงเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูงถึง 25 เมตร เมื่อโตเต็มที่ลำต้นเปลา ตรง เปลือกสีเทา เรียบ และล่อนเป็นแผ่นบาง ๆ เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง มีเรือนยอดรูปทรงกลมหรือรูปไข่ ทึบ

ลักษณะเนื้อไม้  เนื้อละเอียด เสี้ยนสนเป็นริ้วแคบ ๆ เหนียว แข็งทนทาน หนักมาก สีน้ำตาลอ่อนแกนสีแดงอมม่วง หรือสีม่วงกึ่งสีเลือดหมูแก่ เป็นมันเลื่อม และมีริ้วสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อนผ่าน เลื่อยผา ไสกบ ตบแต่งยาก ขัดและชักเงาได้ดีมีน้ำมันในตัว

ใบ  เป็นใบประกอบ ออกเป็นช่อแบบขนนก ช่อติดเรียงสลับ ยาว 10-15 ซม. แต่ละช่อมีใบย่อยรูปรี ๆ แกมรูปไข่ ติดเรียงสลับ 7-9 ใบ ปลายสุดของช่อเป็นใบเดี่ยว ๆ ใบมีลักษณะเหนียวคล้ายแผ่นหนังบาง ๆ มีลักษณะรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ใบกว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-7 ซม. โคนใบมน แล้วค่อย ๆ เรียวสอบแหลมไปทางปลายใบ ปลายใบแหลมยื่นเล็กน้อย หลังใบมันสีเขียวเข้มกว่าด้านท้องใบ ใบเกลี้ยงไม่มีขนทั้งสองด้าน เส้นแขนงใบ มี 6-8 คู่ พอสังเกตเห็นได้ทั้งสองด้านขอบใบเรียบ

ดอก  มีขนาดเล็ก สีขาว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทรงรูปดอกถั่ว ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือง่ามใบใกล้ยอด กลีบฐานดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ ขอบหยักเป็น 5 แฉก กลีบคลุมมีลักษณะคล้ายโล่ กลีบปีกสองกลีบรูปขอบขนาน ส่วนกลีบกระโดงจะเชื่อมติดกัน มีลักษณะคล้ายรูปเรือหรือพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว เกสรผู้มี 10 อัน อันบนจะเป็นอิสระ นอกนั้นจะติดกันเป็นกลุ่ม รังไข่รูปรี ๆ ภายในมีช่องเดียว แต่มีไข่อ่อนหลายหน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว จะยาวยื่นพ้นกลุ่มเกสรผู้ขึ้นมา ระยะเวลาออกดอก ประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม

ผล  เป็นฝัก ผิวเกลี้ยง แบน และบอบบาง รูปขอบขนาน กว้าง 1.2 ซม. ยาว 4-6 ซม. ตรงบริเวณที่หุ้มเมล็ดมองเห็นเส้นแขนงไม่ชัดเจน ฝักจะแก่ประมาณ 2 เดือน หลังจากออกดอกซึ่งอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน ฝักเมื่อแก่จะไม่แตกออกเหมือนฝักไม้แดงหรือฝักมะค่าโม่ง ฝักจะร่วงหล่นโดยที่เมล็ดอยู่ในฝัก

เมล็ด  รูปไต สีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม ผิวค่อนข้างมัน กว้าง 4 ซม. ยาว 7 มม. เมล็ดจะเรียงตามยาวของฝัก ใน 1 ฝักจะมีเมล็ดจำนวน 1-4 เมล็ด

7.  การขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์ไม้พะยูงที่มีการปฏิบัติกันคือ การนำเมล็ดมาเพาะให้เป็นต้นกล้า ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกและนิยมใช้กันมาก สำหรับวิธีการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น ๆ ที่สามารถทำได้คือการนำเหง้ามาปักชำ

วิธีเพาะเมล็ด  เนื่องจากเมล็ดพะยูงมีความงันที่เปลือกอยู่บ้าง ดังนั้นเพื่อให้การงอกสม่ำเสมอ ควรขจัดความงันของเมล็ดออกด้วยการปฏิบัติเมล็ดก่อนเพาะ ซึ่งสามารถทำได้โดยนำเมล็ดมาแช่ในน้ำเย็นเป็นเวลา 24 ซม. แล้วนำไปเพาะในกระบะทราย กลบเมล็ดด้วยทรายบาง ๆ รดน้ำสม่ำเสมอแต่อย่าให้แฉะ เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน เมื่องอกได้ 10-14 วัน ก็นำกล้าย้ายลงถุงเพาะ 4x6 นิ้ว เจาะรู 8-12 รู โดยมีส่วนผสมดินเพาะชำที่เหมาะสมคือ ดินตะกอนริมห้วย : ทราย : ขี้เถ้า : แกลบ : ปุ๋ยหมัก = 5 : 2 : 2 : 1 (สุคนธ์  สิมศิริ และคณะ 2531) โดยทั่วไปเมื่อเลี้ยงกล้าไว้ประมาณ 3-5 เดือน จะได้กล้าที่มีขนาดเหมาะสมต่อการย้ายปลูก และกล้าควรจะมีความสูงไม่น้อยกว่า 30 ซม. จึงย้ายไปปลูก

8.  การปลูก การเจริญเติบโตและการปรับปรุงพันธุ์ เนื่องจากตามสภาพธรรมชาติไม้พะยูงจะขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบแล้งทั่วไปเกือบทุกภาคของประเทศไทย ดังนั้นจึงสามารถปลูกพะยูงได้ในหลายพื้นที่ทั้งภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ การเตรียมพื้นที่ปลูกพะยูงก็มีวิธีการปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกพรรณไม้ป่าชนิดอื่น

ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพะยูง ควรจะปลูกระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นหรือกลางฤดูฝนและควรใช้ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดไปปลูกซึ่งระยะปลูกที่ใช้ปลูกกันคือระยะ 3x3 หรือ 2x3 เมตร ก่อนนำไปปลูกควรใส่ปุ๋ยต้นละ 1 ช้อนชา เพื่อให้กล้าไม้มีปริมาณธาตุอาหารที่เพียงพอในช่วงระยะแรกของการตั้งตัว และสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

พะยูงเป็นไม้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตปานกลางปลูกได้โดยทั่วไปในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมเหมาะสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความรู้เกี่ยวกับอัตราการเจริญเติบโตของไม้พะยูงยังมีการศึกษากันน้อย โดยเฉพาะอัตราการเจริญเติบโตจนถึงช่วงอายุตัดฟันและปริมาตรมวลชีวภาพที่จะได้ในแต่ละช่วงอายุตัดฟัน แต่อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตของไม้พะยูงในช่วงอายุ 1-4 ปี นั้น อนันต์  สอนง่าย และคณะ (2531) ได้รายงานไว้ว่า เมื่อปลูกพะยูงด้วยระยะปลูก 2x3 เมตร กล้าไม้เมื่อมีอายุ 1 และ 2 ปี จะมีความสูง 1.1 เมตร และ 2.1 เมตร ตามลำดับ และกล้าไม้อายุ 4 ปี เมื่อปลูกในระยะ 2x2 เมตร จะมีความสูง 4.4 เมตร

วิศาล  เลิศนิติวงศ์ (2531) ได้รายงานว่า จากการทดลองไม้พะยูงที่สถานีปลูกพรรณไม้สระบุรี อ.เมือง จ.สระบุรี โดยแบ่งแปลงทดลองออกเป็น 2 แปลง คือ แปลงที่ใส่ปุ๋ยกับแปลงที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ย ซึ่งบริเวณที่ทำการทดลอง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 40 เมตร อุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 22.7-34.7 องศาเซลเซียส มีปริมาณฝนตกตลอดปีโดยเฉลี่ย 1488 มิลลิเมตร พบว่า เมื่อต้นไม้อายุครบ 5 ปี 8 เดือนแล้ว ในแปลงทดลองที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ย ต้นพะยูงมีความสูง 4.2 เมตร ความโตวัดผ่าศูนย์กลาง 4.65 ซม. มีอัตราการรอดตาย 85.3% ส่วนแปลงที่ใส่ปุ๋ย ต้นไม้มีความสูง 4.6 เมตร ความโตวัดผ่าศูนย์กลาง 5.8 ซม. มีอัตราการรอดตาย 78.6%

9.  วนวัฒนวิธีและการจัดการ เมื่อปลูกพะยูงไปแล้วก็มีวิธีการปฏิบัติและดูแลรักษาเช่นเดียวกับการปลูกไม้ป่าชนิดอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อต้นไม้พะยูงยังเล็กอยู่ควรใส่ปุ๋ยปีละ 3 ครั้ง และมีการกำจัดวัชพืช อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง การตัดแต่งกิ่งไม่มีความจำเป็นมากนักเพราะปลูกในระยะแคบทำให้มีการลิดกิ่งเองตามธรรมชาติ ส่วนการตัดสางขยายระยะขึ้นอยู่กับระยะปลูกและความอุดมสมบูรณ์ของดินบริเวณนั้น คือสังเกตว่า เมื่อเรือนยอดเริ่มเบียดเสียดกันมากก็เริ่มตัดสางขยายระยะได้และควรพิจารณาต้นที่โตด้อยกว่าต้นอื่นเป็นหลัก

10. การใช้ประโยชน์
1.  เนื้อไม้  เนื่องจากพะยูงมีเนื้อไม้ที่มีสีสรรที่สวยงาม จึงมีการนำมาใช้ในการทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ แกะสลัก สิ่งประดิษฐ์ ไม้ถือและด้ามเครื่องมือ คุณภาพดี ราคาแพง ใช้ทำส่วนต่าง ๆ ของเกวียน กระบะรถยนต์ กระสวยทอผ้า ด้ามหอก คันธนู หน้าไม้ ใช้ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย โทน รำมะนา ลูกระนาด
2.  ใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงครั่ง  ไม้พะยูง เป็นไม้ที่เลี้ยงครั่งได้ดีชนิดหนึ่ง โดยให้ผลผลิตสูงถึงต้นละประมาณ 50 กก. และให้ครั่งได้มาตรฐานจัดอยู่ในเกรด A
3.  ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร  ราก ใช้รับประทานแก้พิษไข้เซื่องซึม  เปลือก ต้มเอาน้ำแก้ปากเปื่อย ปากแตกระแหง  ยางสด ใช้ทาแก้เท้าเปื่อย


ที่มา : http://bit.ly/2R5AYRW

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ถ่ายทอดสด เจลีก : โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส VS เอฟซี โตเกียว





ทีมของ เจ้าอุ้ม ธีราทร บุญมาทัน นักเตะชาวไทย และ เอฟซี โตเกียว ทีมใดจะได้เป็นแชมป์เจลีก ประจำปี 2019 ไปครอง

ถ่ายทอดสด เจลีก : โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส VS เอฟซี โตเกียว

โยโกฮาม่า มารินอส ของ เจ้าอุ้ม ธีราทร บุญมาทัน นักเตะชาวไทย และ เอฟซี โตเกียว

หากดูตารางคะแนน ศึกของลีกสูงสุดญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่า โยโกฮาม่า มีคะแนนอยู่ทั้งหมด 67 คะแนน พร้อมกับลูกได้เสียที่บวกอยู่ 27 ประตู ส่วนทาง โตเกียว นั้นตามมาเป็นอันดับสองโดยมี 64 คะแนน และลูกได้เสียบวกที่ 20 ประตู ดังนั้นเงื่อนไขในการเป็นแชมป์ของทั้งคู่







วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

หัวขาด!! ลูกดีเจ-เจ้าของค่ายดัง ขับบิ๊กไบก์ BMW ชนสยอง ศีรษะกระเด็นไปกับหมวก




ร.ต.อ.ธนงศักดิ์ มาแพง รอง สว.(สอบสวน) สน.คลองตัน ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนราวสะพานมีผู้เสียชีวิต จุดเกิดเหตุบนสะพานข้ามแยกคลองตัน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มุ่งหน้าถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กทม. จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ บิ๊กไบก์ ยี่ห้อ BMW รุ่น S1000RR สีเหลือง-ดำ หมายเลขทะเบียน ฬบท 9 กรุงเทพมหานคร สภาพล้มตะแคงอยู่ บนสะพานข้ามแยก ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายสภาพศพไม่มีศีรษะ นอนคว่ำ เลือดไหลเต็มพื้น โดยสวมเสื้อยืดสีขาวแขนยาว กางเกงยีนส์สีดำ





ขณะที่ฝั่งตรงข้ามของสะพานลอยข้ามแยก พบศีรษะสภาพอยู่ภายในหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ กระเด็นตกข้ามฝั่งไปไกลประมาณ 20 เมตร จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิต คือ นายภัทร์นฤน พงษ์ธนานิกร อายุ 37 ปี พักอยู่ซอยพัฒนาการ 54 แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุตามขอบทาง ยังพบร่องรอยการชนและมีคราบเลือดที่ขอบเสา





เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าสาเหตุผู้ตายอาจขับรถมาเร็วแล้วควบคุมรถไม่อยู่ ทำให้พลาดชนกับขอบราวเหล็กข้างทาง ทำให้เสียชีวิตดังกล่าว





ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวน จะตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุอีกครั้งไว้เป็นหลักฐาน ก่อนสรุปสาเหตุครั้งนี้ต่อไป






โดยพบว่า ผู้ตายเป็นลูกชาย ของ แดง ระย้า แห่งค่ายรถไฟดนตรี หรือ นายประเสริฐ พงษ์ธนานิกร หรือ ระย้า อดีตดีเจชื่อดัง ซึ่งมีรายการวิทยุชื่อว่า Music Train


วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562

ดูบอลออนไลน์ ดูบอลสด!! ครบทุกเกมส์ ทุกคู่ มีลิงค์ให้เลือก


ดูบอลออนไลน์ ดูบอลสด!!

วิธีดูบอลออนไลน์ง่ายๆ เพียงเลือกคู่แข่งขันที่ต้องการ แล้วจะมีลิงค์ดูบอลสดแสดงขึ้นมา แล้วกดลิงค์ดูได้เลย เพียงเท่านี้ก็จะได้ดูบอลผ่านเน็ตแล้ว หากลิงค์ไหนดูไม่ได้หรือกระตุกก็ให้ลองเปลี่ยนลิงค์ใหม่ดูครับ ในแต่ละคู่จะมีลิงค์ดูบอลให้เลือกดูมากมาย (ลิงค์บางคู่จะมาก่อนเวลาบอลเตะเล็กน้อย)

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

"มะรุม" กับประโยชน์ที่เราควรรู้!!


     เด็กๆ สมัยนี้อาจจะเคยทานแต่ “แกงส้มผักรวม” หรือ “แกงส้มมะละกอ” แต่ขอบอกเลยว่าถ้าเป็นรุ่นพ่อแม่เราแล้วล่ะก็ “แกงส้มมะรุม” เป็นอะไรที่สุดยอดของบรรดาแกงส้มทั้งปวง ถึงแม้ว่าจะทานลำบากกว่าผักชนิดอื่น แต่รับรองว่าถ้าได้ลองลิ้มชิมรสแล้วจะจำไม่ลืมเลยทีเดียว

     มะรุม นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายอย่างที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อนอีกด้วย


🔺ประโยชน์ดีๆ จาก “มะรุม”🔻

     ➧➧ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
     ➧➧ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย
     ➧➧ ลดไขมัน และคอเลสเตอรอล
     ➧➧ รักษาโรคโลหิตจาง
     ➧➧ บำรุงหัวใจ
     ➧➧ ลดน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
     ➧➧ ช่วยลดไข้ แก้หวัด
     ➧➧ บรรเทาอาการไอ

🔺มะรุม มีอันตรายหรือไม่?🔻

     จากการทดลองกับหนูทดลองในห้องแล็บ พบว่า หนูทดลองที่ผสมพันธ์แล้ว และถูกป้อนด้วยสารสกัดจากเมล็ดมะรุม มีความเป็นไปได้ที่ทำให้หนูมีอาการแท้ง ส่วนของรากมะรุม ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ฝ่อ และมะรุมดิบทำให้การเจริญเติบโตของหนูลดลง

"ดังนั้นมะรุม โดยเฉพาะมะรุมดิบ อาจมีอันตรายต่อหญิงมีครรภ์"

🔺เมนูมะรุมที่แนะนำ🔻

     นอกจากแกงส้มมะรุมแล้ว มะรุมยังสามารถนำมาทำอาหารได้อีกหลากหลายเมนู เมล็ดอ่อนของมะรุมนำมาทำยำมะรุมได้ และนอกจากเมล็ด และฝักมะรุม ยังสามารถนำใบมะรุมมาทำอาหารได้อีกด้วย เช่น แกงจืดไข่ใส่มะรุม แกงอ่อม ลวก หรือทอดกับไข่ทานกับน้ำพริก หรือทำเป็นชามะรุมดื่มเพื่อแก้คอชุ่มชื้น ลดอาการไอได้



ที่มา : www.sanook.com


วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

คุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ ได้ผลจริงหรือ ?


การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติสามารถทำได้หลายวิธี เช่น นับวันปลอดภัย กำหนดระยะเวลาเจริญพันธุ์ สังเกตสารคัดหลั่งจากปากมดลูก วัดอุณหภูมิร่างกาย มีเพศสัมพันธ์ในระยะให้นมบุตร และหลั่งอสุจินอกช่องคลอด เป็นต้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์อยู่ที่ 88-99 เปอร์เซ็นต์ แต่โอกาสตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นหากละเลยคำแนะนำของแพทย์ หรือมีปัจจัยด้านอื่น ๆ อย่างปัจจัยทางสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

🔺การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติเป็นอย่างไร ?🔻

การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ คือ การป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึ่งการปรับฮอร์โมนหรือการใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดอื่น ๆ อย่างถุงยางอนามัยหรือห่วงอนามัย แต่เป็นการนับระยะปลอดภัย สังเกตช่วงเวลาและสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ต่ำหากมีเพศสัมพันธ์ในขณะนั้น หรือหลีกเลี่ยงการหลั่งอสุจิในช่องคลอด ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้

➧➧ การนับวันปลอดภัย เป็นการคาดคะเนช่วงเวลาไข่ตก ในขั้นแรกให้บันทึกรอบเดือนเป็นเวลา 6-12 เดือน โดยจดบันทึกวันแรกที่มีประจำเดือนกับวันสุดท้ายก่อนมีประจำเดือนรอบถัดไป แล้วนำมาคำนวณระยะเวลาที่มีประจำเดือนในแต่ละเดือน จากนั้นจึงคาดคะเนช่วงเวลาไข่ตกโดยนำจำนวนวันของรอบเดือนที่สั้นที่สุดมาลบด้วย 18 และนำจำนวนวันของรอบเดือนที่ยาวที่สุดมาลบด้วย 11 ซึ่งช่วงเวลาระหว่างวันที่ทั้ง 2 วันเป็นระยะที่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์เพราะมีโอกาสตั้งครรภ์สูง อย่างเช่นหากรอบเดือนที่สั้นที่สุด คือ 23 วัน ให้นำ 23-18 = 5 ส่วนรอบเดือนที่ยาวที่สุด คือ 30 ให้นำ 30-11 = 19 ดังนั้น ระหว่างวันที่ 5-19 ของรอบเดือนจะเป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากต้องการคุมกำเนิด แต่วิธีการนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์เพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเป็นเพียงการคาดคะเนวันไข่ตกจึงมีโอกาสผิดพลาดได้ การป้องกันด้วยวิธีนี้เพียงวิธีเดียวจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

➧➧ การกำหนดระยะเวลาเจริญพันธุ์ คล้ายกับวิธีการนับวันปลอดภัย แต่จะระบุช่วงเวลาที่ร่างกายอาจตกไข่ที่แน่นอนโดยไม่จำเป็นต้องคำนวณด้วยตนเอง นั่นคือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวันที่ 8-19 ของรอบเดือน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีรอบเดือนมากกว่า 26 วัน แต่น้อยกว่า 32 วัน

➧➧ การสังเกตสารคัดหลั่งจากปากมดลูก สังเกตมูก ตกขาว หรือสารคัดหลั่งจากปากมดลูก เพื่อคาดคะเนช่วงเวลาที่ไข่ตก โดยควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงไข่ตก ซึ่งจะมีมูกลักษณะใส ลื่น และค่อนข้างเหนียวคล้ายไข่ขาวดิบในปริมาณมาก

➧➧ การวัดอุณหภูมิร่างกาย โดยปกติอุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำลงก่อนถึงช่วงไข่ตก 12-24 ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเป็นปกติหลังจากไข่ตกแล้ว ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดจึงสามารถคาดคะเนช่วงไข่ตกได้จากการวัดอุณหภูมิร่างกายขณะพักเป็นประจำทุกวัน ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ หลังจากตื่นนอนตอนเช้า แล้วนำอุณหภูมิร่างกายแต่ละวันมาเปรียบเทียบกันเพื่อหาช่วงที่อุณหภูมิลดต่ำลง โดยให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่อุณหภูมิร่างกายลดลงและหลังจากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การคุมกำเนิดวิธีนี้มีโอกาสพลาดค่อนข้างสูง เพราะอุณหภูมิร่างกายอาจสูงขึ้นหรือต่ำลงจากปัจจัยอื่นได้เช่นกัน เช่น เป็นไข้ เครียด ดื่มแอลกอฮอล์ อุณหภูมิภายในห้องสูงหรือต่ำกว่าปกติ เป็นต้น

➧➧ การมีเพศสัมพันธ์ในระยะให้นมลูก โดยปกติไข่จะไม่ตกในช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมลูก หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลานี้ก็อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ต่ำ แต่วิธีนี้สามารถใช้ได้กับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกไม่เกิน 6 เดือนและยังไม่กลับมาเป็นประจำเดือน รวมถึงกำลังให้นมลูกจากเต้าอย่างเดียวหรืออย่างน้อยทุก ๆ 4 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน และทุก ๆ 6 ชั่วโมงในช่วงกลางคืนเท่านั้น เพราะประจำเดือนจะมาช้ากว่าคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมผสม แต่ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ จึงทำให้การคุมกำเนิดวิธีนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ไม่สูงนัก ผู้หญิงที่กำลังให้นมบุตรจึงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้

➧➧ การหลั่งนอกช่องคลอด เป็นการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ แต่ให้หลีกเลี่ยงการหลั่งน้ำอสุจิภายในช่องคลอด เพื่อป้องกันอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งการคุมกำเนิดวิธีนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ 75-80 เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่สูงนัก เพราะน้ำอสุจิอจาจถูกปล่อยออกมาระหว่างมีเพศสัมพันธ์ก่อนถึงจุดสุดยอด และแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้เช่นกัน

🔺ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ🔻

การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติอาจเกิดการผิดพลาดได้ง่ายกว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือการใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น เพราะปัจจัยทางสุขภาพหรือปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ก็อาจทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อน และโอกาสในการตั้งครรภ์อาจเพิ่มสูงขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัด

โดยการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติมีข้อดีและข้อเสีย ดังนี้

➧➧ข้อดี

     🔼 ไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือฮอร์โมนสังเคราะห์อย่างยาคุมกำเนิด จึงไม่ส่งผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกาย
     🔼 ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดอย่างถุงยางอนามัย จึงอาจช่วยให้คู่รักรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์
     🔼 ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถใช้การคุมกำเนิดวิธีนี้ได้ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญถึงหลักการคาดคะเนช่วงที่ไข่ตกอย่างถูกต้อง และควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

➧➧ข้อเสีย

     🔽 ไม่เหมาะกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ
     🔽 ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือหนองในได้
     🔽 อาจมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ต่ำกว่าการคุมกำเนิดวิธีอื่น ๆ หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
     🔽 จำเป็นต้องบันทึกติดตามรอบเดือนหรือวัดอุณหภูมิร่างกายเป็นระยะเวลานาน ก่อนจะนำผลที่ได้มาคำนวณเพื่อคาดคะเนช่วงไข่ตก
     🔽 ปัจจัยต่าง ๆ อาจส่งผลกระทบต่อการตกไข่และทำให้คำนวณช่วงไข่ตกคลาดเคลื่อนได้ เช่น ความเครียด ปัญหาสุขภาพ การเดินทาง พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือการใช้ฮอร์โมนบำบัด เป็นต้น
      🔽 ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินที่ต้องการเปลี่ยนมาคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ จำเป็นต้องหยุดใช้ยาและรอให้รอบเดือนผ่านไป 2 รอบก่อน จึงจะเริ่มต้นคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ได้

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตนเอง และจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับคู่รักถึงการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการตั้งครรภ์


ที่มา : www.pobpad.com







วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

"ของทอด" เมนูกรอบอร่อยสุดฟิน ที่แฝงไปด้วยอันตราย!!


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าของทอดต่าง ๆ อย่างมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ ไก่ทอด หรือเฟรนช์ฟรายส์ ล้วนเป็นเมนูโปรดปรานของใครหลายคน แต่นอกจากรสชาติที่อร่อยและลักษณะชวนรับประทานแล้ว รู้หรือไม่ว่าของทอดยังมีแคลอรี่และไขมันทรานส์ในปริมาณสูง ดังนั้น การรับประทานอาหารชนิดนี้เป็นประจำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและก่อให้เกิดโรคได้ แล้วควรเลือกรับประทานของทอดอย่างไรให้ปลอดภัย สามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

🔺ทำไมของทอดอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ?🔻

     ของทอดมีแคลอรี่สูง อาหารที่ผ่านกระบวนการทอดส่วนใหญ่จะมีแคลอรี่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยกรรมวิธีอื่น ๆ เนื่องจากการทอดอาหารในน้ำมันจะทำให้อาหารสูญเสียน้ำและดูดซับไขมันเข้าไปแทน รวมทั้งวัตถุดิบที่จะนำไปทอดมักถูกชุบด้วยแป้งทอดกรอบก่อน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ของทอดมีแคลอรี่สูง โดยมันฝรั่งอบ 1 ลูกเล็กที่หนักประมาณ 100 กรัม จะให้คุณค่าทางโภชนาการเป็นพลังงาน 93 แคลอรี่ และไขมัน 0 กรัม ในขณะที่เฟรนช์ฟรายส์หรือมันฝรั่งทอด 100 กรัม จะให้พลังงานถึง 319 แคลอรี่ และมีไขมัน 17 กรัม

นอกจากนี้ การรับประทานของทอดอาจทำให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่าย โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า ไขมันทรานส์ในอาหารทอดอาจส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารและการสะสมไขมัน ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

     ของทอดมักมีไขมันทรานส์สูง ไขมันทรานส์เกิดจากการแปลงสภาพของไขมันไม่อิ่มตัวด้วยการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมัน (Hydrogenation) โดยผู้ประกอบการหลายแห่งมักใช้วิธีนี้ในการผลิตอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและทำให้อาหารคงอยู่ในสภาพเดิมได้นานขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการเติมไฮโดรเจนอาจเกิดได้จากการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างของน้ำมันเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นเหตุให้ร่างกายสลายไขมันไม่ได้จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น

     ของทอดอาจมีสารอะคริลาไมด์ อะคริลาไมด์ (Acrylamide) เป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นในอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงสุกด้วยความร้อนสูง เช่น อาหารทอด และอาหารประเภทอบกรอบ เป็นต้น โดยอาหารที่สุกด้วยความร้อนสูงมาก ๆ จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างกรดอะมิโนแอสพาราจีน (Asparagine) กับน้ำตาลในอาหารจนเกิดเป็นสารอะคริลาไมด์ขึ้นมา ซึ่งสามารถพบสารเคมีดังกล่าวได้ในอาหารทอดทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะมันฝรั่งที่มีปริมาณน้ำตาลฟรักโทสและกลูโคสสูง นอกจากนี้ การทดลองในสัตว์หลายชิ้นยังชี้ว่าสารอะคริลาไมด์อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีการทดลองกับมนุษย์ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าการรับประทานอาหารทอดบ่อย ๆ จะก่อมะเร็งได้จริงหรือไม่

     ของทอดอาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อโรค งานวิจัยจากวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ได้ติดตามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของชายหญิงจำนวน 100,000 ราย เป็นเวลากว่า 25 ปี พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารทอดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจ และยิ่งเสี่ยงมากขึ้นหากรับประทานอาหารทอดถี่ขึ้น โดยกลุ่มผู้ทดลองที่รับประทานอาหารทอด 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 39 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มผู้ทดลองที่รับประทานอาหารทอด 7 ครั้งต่อสัปดาห์ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 55 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานอาหารทอดน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์

🔺รับประทานของทอดอย่างไรให้ปลอดภัย ?🔻

แม้อาหารทอดจะส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ด้วยรสชาติและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบก็อาจทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ ซึ่งการปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับประทานของทอดได้อย่างปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น

     เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอด การปรุงอาหารประเภททอดนั้นต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าอาหารประเภทผัด จึงควรเลือกใช้น้ำมันที่เหมาะกับการทอดมากกว่า อย่างการใช้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันจากสัตว์แทนการใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย หรือน้ำมันรำข้าว แต่ก็ควรใช้น้ำมันในปริมาณที่เหมาะสม และระวังเรื่องคอเลสเตอรอลจากไขมันสัตว์ด้วย เนื่องจากร่างกายได้รับไขมันจากการรับประทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว โดยการใช้น้ำมันหมู 1 ช้อน ร่างกายจะได้รับคอเลสเตอรอลประมาณ 9-10 มิลลิลิตร

     เปลี่ยนวิธีการทอด อาจเปลี่ยนไปทอดด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารทอดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยตัวเครื่องจะพ่นลมร้อนออกมารอบ ๆ อาหาร ทำให้อาหารกรอบด้านนอกและเนื้อสัมผัสด้านในมีความฉ่ำ ซึ่งจะใช้น้ำมันน้อยกว่าการทอดแบบธรรมดา 70-80 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ อาจใช้การอบแทนการทอด โดยอบอาหารที่อุณหภูมิสูงประมาณ 232 องศา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้อาหารมีความกรอบแม้จะใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยหรือไม่ใช้เลยก็ตาม

     ปรับวิธีการทอด หากต้องการใช้กระทะทอดแบบธรรมดา อาจปรับเปลี่ยนวิธีการทอดด้วยเคล็ดลับที่ช่วยให้อาหารทอดปลอดภัยมากขึ้น ดังนี้

➧ ทอดอาหารโดยใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้น้ำมัน เพียงพอต่อการเคลือบอาหารและไม่ให้อาหารติดภาชนะทอด โดยใช้วิธีนี้แทนการทอดให้อาหารจมอยู่ในน้ำมัน    
➧ เลือกใช้น้ำมันที่ทนความร้อนสูงในการผัดหรือทอด
➧ ไม่ใช้เกล็ดขนมปังเคลือบอาหาร เพราะจะทำให้อาหารดูด ซับน้ำมันมากขึ้น 
➧ ไม่ใช้น้ำมันเก่า โดยควรเปลี่ยนน้ำมันทุกครั้งที่ผัดหรือทอดอาหาร


ที่มา : www.pobpad.com

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

เมื่อ "อกหัก" เราควรดูแลหัวใจตัวเองอย่างไร?


อาการอกหักหรือความเสียใจจากความผิดหวัง การเลิกรา การสูญเสีย หรือการไม่ได้รับความรักจากคนที่เรารักตอบ อาจเป็นเรื่องเจ็บปวดและทุกข์ระทมเกินกว่าจะข้ามผ่านไปได้ง่าย ๆ โดยนอกจากความปวดร้าวทางจิตใจและอารมณ์เศร้าหมองที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ที่เผชิญกับปัญหาอกหักอาจมีอาการทางร่างกายบางอย่างอีกด้วย ซึ่งการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะอกหักและเรียนรู้วิธีเยียวยาสภาพจิตใจตนเองอาจช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดนี้ไปได้ง่ายยิ่งขึ้น

🔺อกหัก ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ?🔻

จากการศึกษาและงานวิจัยบางส่วนพบว่า การรู้สึกอกหักและความเจ็บปวดทางจิตใจที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อสมองจนนำไปสู่อาการทางร่างกายได้ ดังนี้

     ➧➧ รู้สึกเจ็บปวดทางร่างกาย  ผลการสแกนสมองด้วย คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบพิเศษในการศึกษาบางชิ้นพบว่า การผิดหวังในความรัก การถูกปฏิเสธ การอกหัก และการเลิกรากับคนรัก กระตุ้นให้สมองทำงานแบบเดียวกันกับขณะที่มีอาการบาดเจ็บทางร่างกาย เมื่ออกหัก หลายคนจึงอาจรู้สึกคล้ายเจ็บปวดทางร่างกายไปด้วย แต่โดยทั่วไปความเจ็บปวดทางร่างกายจะรุนแรงเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วค่อย ๆ บรรเทาลงเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม อาการต่าง ๆ จากการอกหักก็สามารถคงอยู่ได้นานเป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนได้เช่นกัน

     ➧➧ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ  ความเครียด ความเหงา และอารมณ์ซึมเศร้าส่งผลต่อสุขภาพร่างกายได้ โดยอาจทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ซึ่งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงจนร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย บางรายที่เครียดอย่างรุนแรงอาจมีอาการแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว และปวดท้องด้วย นอกจากนี้ ยังมีบางกรณีที่พบได้น้อยมาก คือ ผู้ที่อกหักอาจมีอาการของภาวะหัวใจสลายโดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมกับหายใจลำบาก ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการเผชิญสถานการณ์ที่เครียดจัดอย่างการสูญเสียคนรักไป

     ➧➧ มีอาการเหมือนถอนยา อาการอกหักกระตุ้นให้เกิดกลไกในสมองแบบเดียวกับอาการถอนยาจากการใช้สารเสพติด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิด การจดจ่อ และการดำเนินชีวิตประจำวัน คนรอบข้างจึงควรทำความเข้าใจว่าสภาวะทางจิตใจของผู้ที่อยู่ในช่วงอกหักนั้น ย่อมไม่สมบูรณ์และเศร้าซึมผิดปกติได้เป็นเรื่องธรรมดา

     ➧➧ เฝ้านึกถึงแต่เรื่องความผิดหวัง เมื่ออกหัก สมองจะเกิดความคิดวนเวียนเกี่ยวกับคนรักหรือคนที่หักอกเราขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ หรือบางครั้งก็ทำให้คิดถึงแต่ภาพความทรงจำตอนที่อยู่ด้วยกัน บทสนทนาบางอย่าง หรือความทรงจำใด ๆ ที่มีร่วมกันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้าคล้ายการเปิดบาดแผลออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่อกหักจึงอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะพาตัวเองออกจากความคิดความทรงจำเก่า ๆ ได้ แต่เมื่อรู้แล้วว่าสมองของเราเป็นตัวสั่งการให้คิดถึงคนรักเก่าหรือคนที่ทำให้ผิดหวังเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หลายคนอาจพยายามควบคุมตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงและคิดหรือพูดถึงคนรักเก่าให้น้อยลงด้วย

🔺วิธีเยียวยาตัวเองจากอาการอกหัก🔻

การทำใจให้ลืมและก้าวผ่านบาดแผลเจ็บปวดจากการอกหักนั้นอาจต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงต้องมุ่งมั่นและพยายามดึงตัวเองออกมาจากความทุกข์ โดยอาจลองทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

⏩อย่าจมปลัก แต่ให้ลุกขึ้นมาและก้าวต่อไป การคิดวนเวียนถึงเรื่องราวที่ผ่านไปแล้วไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา แต่ควรเปิดใจเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว เพราะแม้ความจริงจะทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่ก็ทำให้รู้ว่าไม่ควรคาดหวังหรือให้ความหวังตัวเอง ซึ่งนั่นจะช่วยให้เข้มแข็งขึ้นได้ในที่สุด

⏩ปล่อยวาง แล้วกลับมารักตัวเองอีกครั้ง พยายามมีความสุขด้วยตนเอง เพื่อช่วยให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและซึมเศร้าจนเกินไป ไม่จำเป็นต้องตามตื๊อขอคืนดีกับคนรักเก่าหากรู้สึกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่สิ้นหวังเกินเยียวยา และไม่ควรรีบคบหรือคุยกับใครคนใหม่ แต่ควรใช้เวลาระหว่างนี้ไปกับการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยให้มีความสุขอย่างเต็มที่ รวมทั้งสำรวจตัวเองและทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ครั้งก่อน เพื่อจะได้มีความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่มั่นคงและเข้ากันได้จริง ๆ

⏩ร้องไห้ให้พอ แต่อย่าลืมกลับมาหัวเราะให้ได้ด้วย งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การร้องไห้อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้หลังจากระบายความเศร้าและความเสียใจออกมาเป็นน้ำตา เช่นเดียวกับการหัวเราะที่จะส่งผลให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขอย่างเอ็นโดรฟินออกมา ทั้งยังช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและช่วยให้เลือดสูบฉีดได้ดียิ่งขึ้น

⏩พาตัวเองออกมา อยู่ให้ห่างจากคนรักเก่า ในยุคสมัยที่แทบทุกคนล้วนมีช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง หลายคนอาจยังวนเวียนติดตามความเคลื่อนไหวบนโลกอินเทอร์เน็ตของอีกฝ่ายไม่ห่าง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะยิ่งทำให้ไม่สามารถก้าวผ่านอดีตไปได้ ทั้งนี้ ควรเลิกติดต่อหรือเว้นระยะห่างกับคนรักเก่าให้มาก ใช้เวลาพูดคุยและทำกิจกรรมกับครอบครัวหรือเพื่อน ๆ แทน เพื่อหลีกเลี่ยงการจดจ่อและจมปลักนึกถึงแต่เรื่องเก่าซ้ำไปซ้ำมา

⏩ดูแลสุขภาพกายให้ดี เพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตให้เข้มแข็ง ควรหันมาออกกำลังกายด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน เป็นต้น เพราะจะช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทนินและสารนอร์อิพิเนฟรินที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการกินของหวานและอาหารไขมันสูงทั้งหลายเพื่อให้ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดทางใจ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมด้วย ซึ่งควรเลือกกินอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วนและมีรสชาติดี เพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้นแทน

⏩อย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง พยายามหากิจกรรมทำตลอดเวลา เพื่อมุ่งความสนใจไปที่สิ่งอื่นและป้องกันการเกิดความคิดฟุ้งซ่าน เช่น จัดห้องใหม่ ทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ หรือทำกิจกรรมที่สนุกสนานอย่างการไปดูภาพยนตร์และชมคอนเสิร์ต เป็นต้น

⏩สร้างสังคมใหม่ ๆ หากคุณและคนรักเก่ามีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะไม่รับรู้หรือได้ยินเรื่องราวของอีกฝ่าย ในช่วงแรกที่ยังทำใจไม่ได้และยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ อาจลองหากลุ่มเพื่อนใหม่ ๆ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เช่น เรียนดำน้ำ เรียนศิลปะ หรือเรียนดนตรี เป็นต้น

⏩ใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง ไม่มีสิ่งใดเป็นจุดจบของทุกอย่าง ตราบใดที่ยังมีความหวัง แม้จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือห่างเหินจากคนที่คุ้นเคยและเคยมีความทรงจำร่วมกันมา แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิตคนเราที่เมื่อได้พบพานก็ย่อมมีการจากลาเสมอ ดังนั้น การมีชีวิตโดยจดจ่ออยู่กับปัจจุบันและคาดหวังถึงสิ่งที่ดีกว่าในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญ ให้พึงระลึกไว้ว่าสักวันหนึ่งจะกลับมามีความสุขเหมือนเดิมได้ โดยจะสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองได้อย่างมีความสุขและไม่เศร้าเสียใจอย่างในวันนี้ที่เผชิญอยู่

⏩อย่าปิดกั้นตัวเองจากความรัก การอกหักหรือผิดหวังอาจทำให้บางคนฝังใจและกลัวการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งการเยียวยาแผลใจที่ถูกต้องควรเป็นการรักษาเพื่อให้สามารถเปิดใจมีความรักที่ดีได้อีกครั้ง ไม่ใช่การปิดใจและปฏิเสธความสัมพันธ์ครั้งใหม่ เพราะการรักษาจิตใจตัวเองอย่างถูกวิธีย่อมส่งผลดีมากกว่าการตั้งแง่และปิดตัวเองจากความสุขที่จะเข้ามาในอนาคต



ที่มา : www.pobpad.com


วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562

ผู้หญิงยุคใหม่ควรรู้!! ท้องตอนแก่เสี่ยงยังไง?


ด้วยสภาพสังคมที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่การงาน ค่านิยม หรือทัศนคติที่มีต่อชีวิตคู่เปลี่ยนไป จึงทำให้ผู้หญิงในปัจจุบันแต่งงานและมีลูกช้าลง แต่รู้หรือไม่ว่า การตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ มาดูกันว่าความเสี่ยงของการท้องตอนแก่มีอะไรบ้าง และควรป้องกันหรือดูแลตนเองอย่างไร

🔺อายุกับสุขภาพครรภ์ เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

ในทางการแพทย์ หากผู้หญิงท้องขณะที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จะนับเป็นการตั้งครรภ์ขณะมีอายุมาก แม้ส่วนใหญ่สุขภาพครรภ์ของคุณแม่ที่ท้องในช่วงวัยนี้มักสมบูรณ์ดี และลูกในท้องก็มีพัฒนาการที่ปกติไม่ต่างจากการตั้งท้องของคุณแม่ที่มีอายุน้อยกว่า แต่ผู้หญิงที่มีอายุมากมักมีแนวโน้มมีลูกยาก ซึ่งหากแพทย์พิจารณาแล้วว่าสภาพร่างกายของว่าที่คุณแม่ไม่พร้อมต่อการตั้งครรภ์โดยใช้วิธีธรรมชาติ อาจแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ เช่น การทำกิ๊ฟ และเด็กหลอดแก้ว เป็นต้น

นอกจากนั้น ผู้ที่มีอายุมากยังเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ อย่างโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงมากขึ้นด้วย ซึ่งโรคดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ จากการเก็บข้อมูลของหน่วยงานในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องขณะมีอายุมากอาจเสี่ยงต่อความผิดปกติในด้านต่าง ๆ มากกว่าผู้หญิงที่ตั้งท้องขณะที่อายุยังน้อย ดังนี้

     ➧➧ คลอดก่อนกำหนด โดยปกติการตั้งครรภ์แบบครบกำหนดคลอดจะใช้เวลา 37-40 สัปดาห์ หากปากมดลูกเปิดเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเจ้าตัวน้อยพร้อมออกมาดูโลกก่อนสัปดาห์ที่ 37 จะถือว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด โดยทารกที่คลอดก่อนกำหนดมักมีน้ำหนักน้อย อวัยวะต่าง ๆ ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ หรือต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เป็นพิเศษ

     ➧➧ ท้องนอกมดลูก เป็นภาวะที่ไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์มจนกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก ซึ่งมักเกิดขึ้นบริเวณปีกมดลูก ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นทารกต่อไปได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตและสร้างความเสียหายแก่ท่อนำไข่ ซึ่งเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิต อาการบ่งชี้ของภาวะนี้ ได้แก่ มีเลือดไหลออกทางช่องคลอด และปวดท้องน้อย

     ➧➧ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยปกติฮอร์โมนอินซูลินจะทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่หากร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลจะเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดเป็นโรคเบาหวานได้ ซึ่งร่างกายของคนท้องมักนำอินซูลินไปใช้ได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้คนท้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าปกติ หากเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะน้ำคร่ำมากหรือภาวะครรภ์เป็นพิษ อีกทั้งลูกในท้องยังมีโอกาสเผชิญภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ตัวเหลือง หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติด้วย

     ➧➧ รกเกาะต่ำ รกจะอยู่ด้านบนของมดลูกและห่างจากปากมดลูก แต่หากเผชิญภาวะรกเกาะต่ำ รกจะปิดขวางปากมดลูกอยู่บางส่วนหรือปิดขวางทั้งหมด เมื่อถึงเวลาคลอด ปากมดลูกจะเปิดและทำให้เส้นเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างรกกับปากมดลูกฉีดขาด ส่งผลให้มีเลือดออกมากทั้งก่อนหรือในขณะคลอด ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งตัวแม่และเด็กในท้อง และอาจทำให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ แพทย์จึงมักให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะรกเกาะต่ำเข้ารับการผ่าคลอด

     ➧➧ รกลอกตัวก่อนกำหนด เป็นภาวะที่รกลอกตัวออกมาบางส่วนหรือลอกตัวออกมาทั้งหมดก่อนคลอด ซึ่งตามปกติรกจะเกาะติดอยู่กับผนังมดลูกด้านใน โดยรกที่ลอกออกอาจไปขวางหรือปิดกั้นทางขนส่งออกซิเจนและสารอาหารของทารก รวมถึงอาจทำให้คุณแม่เกิดภาวะมีเลือดออกผิดปกติด้วย

     ➧➧ ครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างที่ตั้งครรภ์ โดยมีความดันมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับมีภาวะโปรตีนหรือไข่ขาวปะปนอยู่ในปัสสาวะ ไตทำงานผิดปกติ หรือมีอาการอื่น ๆ ด้วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันเวลา อาจทำให้เกิดอาการชักหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่น ๆ ตามมาได้

     ➧➧ แท้ง เป็นการสูญเสียตัวอ่อนภายในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ โดยสัญญาณของการแท้งลูกที่พบได้บ่อย คือ มีเลือดออกทางช่องคลอด และอาจตามมาด้วยอาการปวดท้องน้อย

     ➧➧ ทารกตายในครรภ์ ทารกอาจเสียชีวิตในท้องแม่หลังจากที่มีอายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ โดยหญิงตั้งครรภ์อาจรอให้ร่างกายพร้อมคลอดทารกที่เสียชีวิตแล้วออกมาเองตามธรรมชาติ หรืออาจเร่งให้เกิดการคลอดทันทีในกรณีที่เด็กในท้องอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของแม่

🔺คำแนะนำในการวางแผนท้องตอนแก่ และการดูแลสุขภาพครรภ์ให้แข็งแรง

➧ตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนมีลูก
➧รับประทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์
➧ฝากครรภ์ทันที่ที่รู้ว่าท้อง และไปพบแพทย์ตามนัดหมายเป็นประจำ
➧ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาชนิดใด ๆ
➧หากมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ➧ให้ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
➧รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับหญิงตั้งครรภ์
➧ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ
➧หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์



ที่มา : www.pobpad.com