BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

Slider

latest

Slider Right

randomposts6

ข่าวทั่วไป | News

ข่าวทั่วไป/block-1

สกุลเงินดิจิทัล | Cryptocurrency

Cryptocurrency/block-7

เทคโนโลยี | Technology

เทคโนโลยี/block-1

ท่องเที่ยว | Travel

ท่องเที่ยว/block-1

กฎหมายน่ารู้ | LAW

กฎหมาย/block-3

การเงิน | money-transfer

ธนาคาร/block-8

ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน | Cryptocurrency

Binance/block-9

สุขภาพและความงาม | health

สุขภาพและความงาม/block-2

เรื่องน่ารู้

เรื่องน่ารู้/block-2

บันเทิง คลิปตลก คลิปเด็ด ๆ | Video clip

คลิปวีดีโอ/block-1

ผญา สุภาษิต | Phya Suphasit

สุภาษิต/block-3

อนาคตโลก

อนาคตโลก/block-1

อนาคตไทย

อนาคตไทย/block-3

บิทคอยน์

bitcoin/block-3

FEATURED POSTS

Wallet

Latest Articles

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ความเชื่อผิดๆ เรื่อง “คุมกำเนิด”


จากสถิติรายงานโดยกรมอนามัย พบว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควร (ก่อนบรรลุนิติภาวะ หรือต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์) มากถึง 12,000 คน และ 12% มีการตั้งครรภ์ซ้ำโดยไม่พร้อม สาเหตุหลักๆ คือ การคุมกำเนิดที่ไม่ได้ผล หรือไม่มีการวางแผนคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มากพอ

นอกจากนี้ยังรวมไปถึง ความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับเรื่องของการคุมกำเนิด ที่ทำให้การคุมกำเนิดล้มเหลว จนเกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ความเชื่อผิดๆ เรื่อง “คุมกำเนิด”

➪หลั่งข้างนอก = ไม่ท้อง?
ความเชื่อที่ว่า หากหลั่งอสุจิออกมานอกช่องคลอด ทำให้ฝ่ายหญิงไม่ตั้งครรภ์ เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะหากหลั่งอสุจิอยู่บริเวณรอบๆ ปากช่องคลอดที่มีเมือกใสๆ อยู่ เมือกเหล่านี้อาจเป็นตัวพาเอาอสุจิกลับเข้าไปในช่องคลอดได้ โดยการหลั่งอสุจิภายนอกมีโอกาสตั้งครรภ์สูงถึง 20-30% เลยทีเดียว ถือว่าค่อนข้างสูง และไม่แนะนำเด็ดขาด

➪หน้า 7 หลัง 7 = ไม่ท้อง?
การนับวันก่อน และหลังมีประจำเดือน 7 วัน ที่ถือว่าเป็นวันปลอดภัย สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่เกิดโอกาสในการตั้งครรภ์นั้น ก็เป็นวิธีที่สูตินรีแพทย์ไม่แนะนำเช่นเดียวกัน เพราะวิธีนี้หากจะทำให้สำเร็จ 100% จริงๆ ต้องประกอบไปด้วยหลายอย่าง เช่น รอบประจำเดือนต้องมาตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน (ตรงวัน ตรงเวลา) และผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีองค์ประกอบต่างๆ ในการใช้วิธีนี้สำเร็จไม่ครบ เพราะส่วนใหญ่รอบประจำเดือนของผู้หญิงมักมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละเดือน บางรอบสั้น บางรอบยาว หรือบางเดือนที่มีความเครียด หรือมีปัจจัยอื่นๆ อาจทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนไม่มาได้

➪ใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้น = ไม่ท้อง?
การสวมถุงยางอนามัย 2 ชั้น ไม่ได้ช่วยให้การป้องกันการรั่วซึมของอสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้ดีกว่าเดิมเลย เพราะการสวมถุงยางอนามัย 2 ชั้น ทำให้เกิดการเสียดสีกันระหว่างถุงยางทั้งสองชิ้น และทำให้ถุงยางอนามัยเกิดการฉีกขาด แตกรั่วได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย

➪พกถุงยางอนามัยเอาไว้ในรถ หรือกระเป๋าสตางค์ = ใช้ได้ ไม่ท้อง?
การเก็บถุงยางอนามัยเอาไว้กับตัว หรือเอาไว้ในที่ที่หยิบใช้ได้สะดวก ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่การเก็บถุงยางอนามัยเอาไว้ในลิ้นชักในรถ หรือในกระเป๋าสตางค์ เป็นที่ที่มีอากาศร้อน หรืออับ ซึ่งทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพ ฉีดขาดได้ง่ายกว่าเดิม จึงแนะนำให้เก็บถุงยางอนามัยเอาไว้ในที่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง ไม่อับจนเกินไป เช่น ในตู้ หรือกล่องต่างๆ ภายในบ้าน (ที่แสงแดดส่องไม่ถึง) เป็นต้น

➪ถุงยางอนามัยแบบไหนก็ได้ = ไม่ท้อง?
ผู้ชายหลายคนอาจจะเลือกใช้ถุงยางอนามัยตามอรรถรส เช่น รูป รส กลิ่น สี พื้นผิวต่างๆ แต่การเลือกถุงยางอนามัยที่ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ คือ การเลือกขนาดที่เหมาะสม หากเลือกถุงยางที่มีขนาดใหญ่ไป หลวมไป โอกาสที่ถุงยางจะหลุดขณะมีเพศสัมพันธ์จนอสุจิหลุดไปในช่องคลอดก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่หากใช้ถุงยางที่เล็ก หรือคับเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการเสียดสีมากจนทำให้ถุงยางฉีกขาดได้ง่ายเช่นกัน

ในไทยจะมีถุงยางอนามัย 2 ขนาด ได้แก่ 49 และ 52 เซนติเมตร

➪สวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ = ไม่ท้อง?
เมื่ออสุจิเข้าไปในช่องคลอด อสุจิบางส่วนอาจเข้าไปถึงข้างในมดลูกแล้ว นอกจากนี้การล้างช่องคลอดยังเพิ่มความเสี่ยงอันตรายอื่นๆ เช่น การติดเชื้อราภายในช่องคลอด หรืออุ้งเชิงกราน หรือมีตกขาวผิดปกติได้

อย่างไรก็ตาม ควรล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยงของการหมักหมมจนเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ โดยล้างเฉพาะภายนอกด้วยน้ำสะอาด หรือผลิตภัณฑ์สำหรับล้างจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะ และซับให้แห้ง และควรปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ด้วยทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 


อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดที่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% เต็ม แต่การคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูงถึง 99% ได้แก่

🌝ทำหมัน
🌝ฉีดยาคุมกำเนิด
🌝ฝังยาคุมกำเนิด
🌝ใส่ห่วงคุมกำเนิด

ส่วนการรับประทานยาคุมกำเนิด และการใช้ถุงยางอนามัย (อย่างถูกต้อง) จะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 91% นอกจากนี้การใช้ถุงยางอนามัย ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย



ที่มา : www.sanook.com

คนรวย-รวยขึ้น คนจน-จนลง ผ่านไปแค่ 2 ปี ไทยขึ้นอันดับ 1


ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ…5ธค.2561

ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว …ตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018 ที่ออกมาเมื่อเดือนตุลา มีข้อมูลที่น่าเป็นห่วงมากว่า ถ้านับในด้านความมั่งคั่ง(Wealth)แล้ว ไทยแลนด์แดนสารขัณฑ์ที่ได้อันดับสามในการสำรวจเมื่อสองปีที่แล้ว สามารถแซงทั้งรัสเซีย ทั้งอินเดีย ฉลุยขึ้นป้ายอันดับหนึ่งได้อย่างค่อนข้างห่างด้วยซ้ำ

เมื่อสองปีที่แล้ว(2016)คนไทย(adult) 1%แรก(5 แสนคน) มีทรัพย์สินรวม 58.0% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ มาปีนี้(2018) 1%มีเพิ่มเป็น 66.9% รวยขึ้นอื้อเลยครับ …แซงรัสเซียที่ลดจาก78% เหลือแค่57.1%ตกไปเป็นที่สอง ขณะที่ตุรกีมาแรงทั้งๆที่ศก.ห่วยแตกแต่คนรวยกลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นได้เป็น54.1% แซงอินเดียที่ตกไปเป็นที่สี่ จาก58.4% เหลือแค่เพียง51.5% …แล้วนอกจากสี่ประเทศนี้ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่คนรวย1%มีเกินครึ่ง …โดยประเทศที่ดีที่สุดคือเบลเยี่ยมที่1%มีแค่ 20.1% ตามด้วยออสเตรเลีย22.4% (ดูตาราง40ประเทศด้านล่าง)

https://publications.credit-suisse.com/…/re…/file/index.cfm…




ที่รัสเซีย อินเดีย เศรษฐีจนลงก็พอเข้าใจได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนที่ย่ำแย่เป็นตัวฉุด …แต่ตุรกีนี่ก็มีวิกฤติไม่เบา สงสัยคุณเออร์โดกันแกออกนโยบายปกป้องพรรคพวกไว้ได้ดี เลยส่งผ่านผลวิกฤติกระจายให้คนจนได้มากกว่า …อย่างพี่ไทย ที่ตีปี๊ปว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว กำลังเข้าสู่ยุคโชติช่วงใหม่ เห็นตัวเลขนี้ก็คงพอเข้าใจได้ว่าทำไมรากหญ้ายังบ่นอู้ และที่เขาว่าแข็งบน-อ่อนล่างมันเป็นยังไง

พอไปดูรายละเอียดของตาราง(table6.5) ยิ่งอยากเอาตีนก่ายหน้าผากเข้าไปใหญ่ …เพราะคนไทยที่จนสุด10%มีทรัพย์สิน0%(จริงๆถ้ารวมหนี้น่าจะติดลบนะครับ) …ขณะที่ถ้านับ50%(25ล้านผู้ใหญ่)ก็ยังมีแค่ 1.7% …และถ้าเอา70%(35ล้าน) ก็เพิ่มไปเป็นแค่ 5% …ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับเพราะว่าไอ้1%แรก(ห้าแสนคน)มันเอาไปหมด …แต่ที่น่ากังวลก็คือมันสะท้อนว่า คนครึ่งประเทศ เป็นพวก"หาเช้ากินคำ่" หรือไม่ก็ "เดือนชนเดือน" ไม่มีเหลือเก็บเหลือออม แล้วแถมกำลังจะแก่ก่อนมีเงินออมซะอีกด้วย

ถ้าไปดูตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์GINIด้านความมั่งคั่ง(มาตรวัดการกระจาย ที่ค่าสูงสุด100 หมายถึงคนเดียวเอาไปหมด ถ้า0 แปลว่าทุกคนเท่ากันหมด)ตามtable6.6 ก็ยืนยันว่าประเทศไทยนั้นเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก เพราะGINIเราสูงถึง90.2 ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นสถิติโลกที่คงหาคนทำลายได้ยาก

เห็นตัวเลข หลายคนคงจะยังสงสัย ว่าวิธีการเก็บข้อมูล วิธีการสำรวจ วิธีการประเมินของCredit Suisse น่าเชื่อถือและถูกต้องแค่ไหน หรือหลายคนอาจจะปลอบใจว่า นี่มันวัดละเอียดกันแค่ 40ประเทศ ไอ้ประเทศจนๆในซับซาฮาร่า หรือพวกประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชโดยเฉพาะที่พวกชีคเป็นเจ้าของทุกอย่างมันน่าจะแย่กว่าเรานะ …อย่างรายงานบอกว่าความมั่งคั่งรวมของคนไทยมีแค่ $505billion หรือ 16.5ล้านๆบาท ผมก็คิดว่ายังตกหล่นไปเยอะ เพราะเฉพาะทรัพย์สินทางการเงินรวมในตลาดก็มีขนาด 40ล้านๆบาทแล้ว ไม่รวมอสังหาและทรัพย์สินอื่นๆ ก็หวังว่าที่ตกหล่นน่ะส่วนใหญ่เป็นของคนจนนะครับ (กลัวจะตรงกันข้ามซะละมากกว่า)

อย่างไรก็ตาม รายงานนี้ยืนยันว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เราอาจจะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ทางการเมืองได้ดี แต่ถ้าไม่แก้เรื่องนี้ให้ได้ก็สุ่มเสี่ยงมากครับว่า เสถียรภาพทางสังคมจะมีปัญหา

ที่ยากที่จะกระจาย ก็เพราะว่ามันกระจุกแบบสุดๆนี่แหละครับ ใครคิดว่า"รัฐสวัสดิการ" จะช่วยได้ ก็ต้องระวังแหล่งที่มาของเงินที่จะเอามากระจายด้วยนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่(80%)เขาก็หาได้แทบไม่พออยู่แล้ว ครั้งจะเอาจากพวก1% ก็ต้องฝ่ากระบวนการล็อบบี้อันทรงอิทธิพลของเหล่าเจ้าสัวให้ได้ และต้องระวังเขาหอบทรัพย์หนีออกนอกประเทศกันหมดด้วย บางคนบอกว่าเอาจากงบทหารแล้วกัน ทำอย่างนั้นก็เหมือนอยู่บ้านไม้เก่าๆโทรมๆแล้วยังไม่ยอมจ่ายเงินซื้อประกันไฟอีก …มันเสี่ยงนาครับ

ถามผมว่าอะไรคือคำตอบ …ผมก็ขอนำเสนอว่าให้ใช้หลักการ ทุนนิยมเสรีใหม่+รัฐสวัสดิการ(Neoliberalism+Welfare) นี่แหละครับ สร้างทั้งความเติบโต พร้อมกับการกระจายไปด้วยกัน 

สังคมนิยม(Socialism)พิสูจน์แล้วว่าไม่เวอร์ค Keynesian กับเศรษฐศาสตร์พัฒนาการที่นำโดยรัฐก็พาเรามาได้แค่นี้แล้วก็ติดกับมาเป็นสิบปีอย่างที่เห็นน่ะครับ ถ้าดันทุรังกันแบบเดิมๆ แผนยุทธศาสตร์จะกลายเป็นแผนฉุดกระชากชาติไป

รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องสารภาพว่าผมก็ไม่รู้หมดหรอกครับ แถมการขับเคลื่อนก็ยากเย็น(ก็ไอ้พวก1%มันไม่ยอมง่ายๆนี่ครับ) ผมเองก็พิสูจน์แล้วว่าทำไม่เป็น ทำไม่สำเร็จ …ไม่งั้นป่านนี้ไปลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วครับ



ที่มา : Banyong Pongpanich
https://www.facebook.com/banyong.pongpanich/posts/1001185230084776

อยากได้รัฐบาลไม่โกง ประชาชนต้องไม่โง่และต้องไม่โกง


น่าสมเพชเวทนาที่มีคนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยชอบส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศประพฤติตนเป็นคนดี ต้องทำแต่ความดี ต้องไม่คดไม่โกงไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องเป็นคนเก่งกล้าสามารถรอบทิศรอบทาง ต้องมีความเฉลียวฉลาดในทุกเรื่อง ต้องรักความถูกต้อง ต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต รักษาคำพูด พูดจริงทำจริง ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสังคม

แต่ทว่าในขณะที่มีการส่งเสียงเรียกร้องนั้น มักกลับไม่พบว่าผู้ที่ส่งเสียงเรียกร้องจะประพฤติปฏิบัติตนให้เหมือนกับที่ตนเองต้องการให้รัฐบาลเป็น

อันที่จริง หากคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเป็นคนดีมีศีลมีสัตย์ มีความรู้ความสามารถ ไม่คดไม่โกงแล้ว รัฐบาลที่พวกเขาเลือกให้ขึ้นไปทำหน้าที่ปกครองประเทศก็ย่อมจะต้องเป็นคนดีเหมือนๆ กับประชาชนส่วนใหญ่ ใช่หรือไม่ ขอฝากคำถามนี้ไปยังประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยทุกคนให้โปรดช่วยกันคิด

ขอให้คนไทยอย่าปฏิเสธความจริงในข้อที่ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เป็นอย่างไร รัฐบาลก็ย่อมจะเป็นอย่างนั้น ถ้าประชาชนดี รัฐบาลก็ย่อมต้องดี แต่ถ้าในมุมตรงกันข้าม ก็ย่อมหารัฐบาลดีไม่ได้ เพราะผลเกิดมาจากเหตุ เมื่อเหตุดี ผลก็ย่อมต้องดี แต่เมื่อเหตุเลว แล้วไฉนผลจึงจะออกมาดีได้

สำหรับปรากฏการณ์ป้ายขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ที่ตำบลวังเย็น อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีข้อความระบุว่า สังคมใฝ่หานายกรัฐมนตรีที่ไม่โกงกิน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่โกงกิน มุ่งมั่น ตั้งใจจริง เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต ทำงานให้กับประเทศชาติและประชาชน ปราบปรามการทุจริต ซื้อขายตำแหน่งต้องหมดสิ้นไป เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่โปร่งใสตามนโยบาย “ยุทธศาสตร์คนดี” ขอเป็นกำลังใจให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง เพื่อทำงานสานต่อประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีความสงบสุข ลงนามท้ายข้อความว่า ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยป้ายนี้มีภาพประกอบคือ นายกรัฐมนตรีของไทยกำลังจับมือกับนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี นางอังเกลา โดโลเทอา แมร์เคิล และมีคำว่า Go Inter ติดอยู่ใต้ภาพบุคคลทั้งสอง

มีการตั้งคำถามกันในสังคมไทยว่า ป้ายนี้คือป้ายหาเสียงทางการเมือง ใช่หรือไม่ บางสังคมก็ตั้งคำถามว่า ป้ายนี้ถือเป็นป้ายโฆษณาชวนเชื่อ หรือไม่ แต่ที่บรรดานักการเมืองจากพรรคต่างๆ ถามและตั้งข้อสงสัยกันมากคือ ถ้าหากตนเองจะทำป้ายโฆษณาสรรพคุณของตนเองบ้าง จะทำได้หรือไม่ เพราะในเมือง นายกรัฐมนตรียังสามารถทำได้ หรือถ้าหากตัวนักการเมืองไม่ได้ทำป้ายแบบนี้ด้วยตนเอง แต่ทว่ามีหัวคะแนน หรือมีบุคคลใดๆ ในจังหวัดต่างๆ ที่ชื่อชอบนักการเมืองจะทำป้ายทำนองนี้ขึ้นมาบ้าง จะทำได้ไหม

ปรากฏการณ์ของป้ายที่ติดตั้งอยู่ที่ราชบุรีดังกล่าวนี้ทำให้สังคมไทยเกิดคำถามตามมาด้วยว่า จริงๆ แล้วคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้มีอำนาจรัฐและกลอุบายของนักการเมืองมากน้อยเพียงใด แต่ที่มากกว่านั้นคือ มีคำถามว่าคนไทยส่วนใหญ่เห็นอย่างไรกับป้ายที่ว่านี้ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย หากถูกกฎหมายก็หมายความว่าทุกคนในประเทศนี้ก็ต้องสามารถทำได้เช่นกัน แต่ถ้าหากผิดกฎหมาย จะมีคนไทยสักกี่คนออกมาเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมาย



ที่มา : www.naewna.com

ก.ล.ต. ไทยเตรียมก่อตั้งทีมผู้ดูแลกำกับ ICO โดยเฉพาะ


สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) กำลังประกาศรับสมัครงานเพื่อหาคนมาดูแลและกำกับด้านการระดมทุนผ่าน Initial Coin Offerings (ICO) ในประเทศไทย โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ทางก.ล.ต. เคยออกมาประกาศว่าจะอนุมัติ ICO Portal ในประเทศไทยในช่วงต้นปีหน้า

โดยอ้างอิงจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. นั้น ประกาศดังกล่าวมีทั้งหมดสองตำแหน่ง ซึ่งประกอบไปด้วยตำแหน่ง “ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงาน ICO” หนึ่งอัตรา โดยหนึ่งในหน้าที่หลัก ๆ นั้นจะเป็นการ “ศึกษาและร่วมจัดทำหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการระดมทุนด้วยโทเคนดิจิทัล และ ICO Portal” และรวมถึงตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่บริหาร-เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส” ทั้งหมด 3 อัตรา ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในด้าน ICO เช่นกัน

คุณอาจารีย์ ศุภพิโรจน์ หรือผู้อำนวยการฝ่าย ​ส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน จาก ก.ล.ต. ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสยามบล็อกเชนถึงแผนการในการจัดตั้งทีมดังกล่าว โดยเผยว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทั้งสองนั้นจะทำงานอยู่ใน “สายงาน ICO ซึ่งจะเป็นทีมภายใต้ฝ่ายจดทะเบียนหลักทรัพย์-ตราสารทุน” เมื่อถามว่าทีมดังกล่าวจะมีโอกาสได้เข้ามาทำงานด้าน STO ด้วยหรือไม่ เธอตอบว่า

“STO ในระยะแรกคงเป็นหลายทีมช่วยกันดู (ทั้งทีม FinTech กฎหมาย จดทะเบียน) เพื่อพยายามปรับ framework ที่ยังเป็นข้อติดขัดค่ะ แต่ในระยะยาวเมื่อจะพิจารณา case ที่ขออนุญาต STO ทีมใหม่นี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในทีมหลัก”

ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานข่าวว่าทางที่ปรึกษา ก.ล.ต. ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ออกมากล่าวในงาน Beyond Blocks Summint ที่จัดในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเขากล่าวว่า

“มีผู้แสดงความต้องการว่าอยากเป็น ICO Portal หลายสิบเจ้า และมีบางเจ้าที่ตอนนี้กำลังเดินเรื่องเอกสารต่าง ๆ อยู่ ผมคิดว่าจะได้เห็น ICO Portal ของไทยในต้นปีหน้า”

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประกาศรับสมัครงานของทาง ก.ล.ต. ไม่นาน ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่าทางกลุ่มผู้ออกกฎหมายด้านการเงินในไทยกำลังรีบผลักดันให้การระดมทุนในรูปแบบดังกล่าวสามารถมีขึ้นได้เร็ว ๆ นี้



ที่มา : siamblockchain.com

เมื่อพบเห็นผู้ "ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า" ควรทำยังไง??



ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อพบเห็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า  เพื่อมีสิทธิ์ได้รับรางวัลนำจับ 50% ของค่าปรับ 

1. ถ่ายภาพผู้กระทำผิด ขณะกำลังฝ่าฝืนขับรถจักรยานยนต์บนทางเท้า โดยเน้นบันทึกภาพขณะที่รถวิ่งอยู่บนทางเท้า ที่เห็นแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 4-5 ภาพ หรือจะเป็นภาพเคลื่อนไหว
2. ส่งหลักฐาน พร้อมรายละเอียด ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ หมายเลขโทรศัพท์ เบาะแสการกระทำความผิด วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ ไปที่ LINE ID: @ebn6703w
3. รับรางวัล หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความผิดจริง คุณจะได้รับเงินรางวัล เป็นเงิน 50% ของค่าปรับที่ผู้กระทำความผิดได้ชำระค่าปรับ ทางเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเป็นจดหมายให้มารับค่าปรับ



ที่มา :  กองปราบปราม

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สลดลูกตายคาท้อง! ร้องเรียก...พยาบาลนอนเฉยบอกให้ "ทนเอา"


พ่อ-แม่ สุดเศร้า! อุ้มกรอบรูปภาพถ่ายของลูกชายวัย 9 เดือน ร้องขอความเป็นธรรม หลังเจ็บท้องรอคลอด เห็นลูกดิ้นผิดปกติ ตะโกนเรียกพยาบาลที่ดูแล แต่กลับไม่ลุกมาดู สุดท้าย รกพันคอ ลูกตายคาท้อง สุดช้ำเจ็บปวดกับคำพูดของพยาบาล เผยอยากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์

ลูกตายคาท้อง / เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากพ่อแม่คู่หนึ่ง ที่ใช้เวลาในการอุ้มท้องลูกน้อยมา 9 เดือน อีกไม่กี่ชั่วโมงจะได้เห็นหน้าลูกชาย เพื่อต้อนรับสู่ครอบครัว ท้ายที่สุดกลับต้องเสียน้ำตาและทำใจไม่ได้ เมื่อได้รับแจ้งว่าลูกน้อยรกพันคอเสียชีวิตในท้อง ก่อนจะได้รับคำตอบจากแพทย์ว่าเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย เพราะทางครอบครัวมองว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เกิดจากความไม่รับผิดชอบของคนเพียงคนเดียว จึงต้องการร้องขอความเป็นธรรม

หลังทราบเรื่องที่เกิดขึ้น จึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในหมู่ที่ 9 ต.ทุ่งหลวง จ.ราชบุรี โดยได้พบกับ น.ส.ปริชาติ บัวทอง อายุ 41 ปี และนายวิเชียร ปานดาทอง อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นพ่อแม่ของ ด.ช.อภิวัฒน์ วัย 9 เดือน ผู้เสียชีวิต ที่ยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าหลังเพิ่งทำพิธีฌาปนกิจศพลูกชายได้เพียงวันเดียว

น.ส.ปริชาติ กล่าวว่า วันนี้ตนยังคงอยู่ในสภาพความเสียใจเหมือนใจแทบขาดสลาย ส่วนสามียังทำใจไม่ได้ และขอไม่พูดอะไร แม้ก่อนหน้านี้ตนจะเคยมีลูกมีครอบครัวมาแล้ว แต่พอมาเริ่มต้นใหม่กับ นายวิเชียร ลูกคนนี้ถือเป็นลูกชายคนแรกที่เป็นความหวังของครอบครัว ช่วงตั้งครรภ์ตนก็คอยดูแลประคบประหงมอย่างดี ไปตรวจสม่ำเสมอ ไม่เคยพบความผิดปกติใดๆ

น.ส.ปริชาติ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 09.00 น. จู่ๆ ตนรู้สึกปวดท้อง จึงรีบเดินทางไปโรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่งในจ.ราชบุรี โดยพยาบาลห้องคลอดเวรเช้าบอกว่า ปากมดลูกเปิดไม่เยอะ แต่ตนรู้สึกเจ็บท้องถี่มากขึ้นทุก 15-20 นาที โดยที่พยาบาลก็เข้ามาตรวจ และบอกว่าปากมดลูกยังเปิดไม่เยอะ ต้องทำเป็นขั้นตอน

น.ส.ปริชาติ กล่าวอีกว่า ตนรอจนถึงเวลา 03.00 น.ของวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งรู้สึกเจ็บท้องมากขึ้นและน้ำเริ่มเดินแล้ว ซึ่งขณะนั้นลูกยังปกติดิ้นดี จนเวลา 04.00 น. รู้สึกน้ำเดินมากขึ้นและเริ่มมีความรู้สึกผิดปกติของลูกที่ดิ้นแรง และท้องเกร็งแข็ง ก่อนจะค่อยๆเงียบลง ซึ่งตนได้ตะโกนเรียกพยาบาล ซึ่งตนเรียกพยาบาลคนนี้ว่า “หมอหนูเจ็บท้องมากแล้วนะ หนูไม่ไหวแล้วนะ ส่งตัวหนูไปโรงพยาบาลราชบุรีที” ซึ่งพยาบาลคนดังกล่าวก็ตอบกลับมาว่า “ใบส่งตัวไม่ได้กันมาง่ายๆหรอก เพราะโรงพยาบาลราชบุรีไม่ได้รับคนง่ายๆ และนี่มันก็ดึกแล้ว”

น.ส.ปริชาติ กล่าวว่า ตนจึงบอกไปอีกว่า “หนูเจ็บไม่ไหวแล้วนะ” แต่พยาบาลก็พูดกับตนว่า “ทำยังไงได้ก็ต้องทนเอา” ซึ่งลักษณะของพยาบาลเวลานั้นไม่ได้ลุกขึ้นมาพูดกับตนที่ข้างเตียง แต่เป็นการนอนพูดอยู่กับเตียงที่เขานอนอยู่ ซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกับเตียงของตน กระทั่งเวลา 05.00 น. พยาบาลได้เดินทางเข้ามาตรวจดูปรากฏว่า เด็กไม่หายใจแล้ว จึงรีบตามหมอเข้ามาดู

“เมื่อแพทย์เข้ามาและอัลตร้าซาวด์ครรภ์ดูก็พบว่า เด็กไม่หายใจแล้ว ซึ่งขณะนั้นเวลาประมาณ 06.00 น. ก่อนที่จะให้พยาบาลไปตามพ่อของลูกมา ซึ่งสามีมาตั้งแต่เวลา 04.00 น. แต่เขาไม่ให้เข้า ก่อนจะไปตามมาและแจ้งว่าเด็กเสียชีวิตในครรภ์ตนจึงถามหมอกลับไปว่า “ทำไมตอนตี 4 ตนเจ็บท้องหนักทำไมไม่ส่งไปที่โรงพยาบาลราชบุรี ทำไมไม่ลุกขึ้นมา ทำไมไม่ช่วยหนู แล้วเอาแต่นอน ห่วงนอนทำไม” น.ส.ปริชาติ กล่าว

น.ส.ปริชาติ กล่าวว่า กระทั่ง ตนและครอบครัวนำศพกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านและเวลาเพียง 3 วัน ก่อนจะมีพิธีฌาปนกิจศพเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเรื่องมีหัวหน้าพยาบาลมากัน 3-4 คน มาช่วยเงินสดในการทำศพ 5,000 บาท และมาเป็นเจ้าภาพงานศพ ส่วนในวันเผาไม่มีใครมาเลย โดยเฉพาะพยาบาลที่ทำให้ลูกเสียชีวิตไปก็ไม่มา

ตรงนี้ตนก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแต่อยากออกมาเตือนเป็นอุทาหรณ์ พยาบาลต้องดูแลผู้ป่วย ถ้าเข้ามาดูแลตนหรือเห็นความผิดปก จะได้ไม่เกิดการสูญเสีย ที่ช้ำใจหนักคือ คำพูดของพยาบาลที่พูดว่า “ทำยังไงได้ก็ต้องทนเอาสิ” จนวันที่ลูกเสีย เขาก็ยังไม่มาเยี่ยมไม่มาร่วมงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนั้นตนและสามีรู้สึกเหมือนชีวิตพังทลาย พูดไม่ออก “ทุกครั้งที่เห็นรูปก็เจอภาพเจ็บปวด” แม่ของผู้ตาย กล่าว

ด้าน นายวิเชียร กล่าวยอมรับว่า ตนเห่อมาก กะว่าจะตั้งชื่อลูกชายว่า “น้องโฮม” ชื่อจริงว่า “อภิวัฒน์” ไม่นึกว่าจะไม่มีโอกาสแม้แต่ได้เรียกชื่อลูก ตอนนี้พูดไม่ออกได้แต่เครียด แทนที่จะได้อุ้มลูก กลับมาอุ้มโรงศพลูกแทน ซึ่งหลังจากจัดงานศพให้ลูกชาย ข้าวของที่เตรียมจะรับขวัญลูก ก็บริจาคให้กับคนอื่น เพื่อที่จะทำบุญให้กับดวงวิญญาณของลูก และไม่อยากจะเก็บไว้ให้สะเทือนใจ

ขณะที่ นางประมวล บัวทอง อายุ 65 ปี กล่าวว่า ตนอยากฝากถึงคนทั่วไปที่จะเข้าไปในโรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่ง อยากให้หมอดูแลให้มากกว่านี้ เพราะทำไมปล่อยปละละเลยทำให้เด็กเสียชีวิต เด็กถึงยังไม่เกิดเขาก็มีชีวิตเป็นมนุษย์เหมือนกันให้ช่วยดูแล ที่ทราบเรื่องเพราะขณะนั้นจะเข้าไปหาลูกสาวเวลา 08.00 น.

นางประมวล กล่าวต่อว่า ลูกเขยก็เดินมาบอกว่าเด็กเสียแล้ว เราก็ใจไม่ดี เพราะเด็กเสียมา 1 ชั่วโมงกว่าแล้ว เราก็กลัวลูกสาวเป็นไรไปด้วย ตนก็เข้าไปถามหมอ ก็ได้รับคำตอบว่าต้องทำตามขั้นตอนไปก่อน เราก็ว่ากลับไปว่าเด็กเสียแล้วนะ แล้วจะยังทำตามขั้นตอนอีกหรือ จนกระทั่ง 09.00 น. ตนเห็นว่านานมากจึงทนไม่ไหวจะเข้าไปดูลูกสาวเพราะเป็นห่วง แต่พยาบาลกลับปฏิเสธ บอกให้เราออกไปก่อน เดี๋ยวเร่งน้ำเกลือแล้วจะรีบนำเข้าห้องคลอดเลย

ซึ่งในกรณีที่ตนถามไปว่า ทำไมตอนที่ชีพจรของเด็กจะเต้นอ่อนลง ทำไมไม่ส่งตัวลูกสาวไปโรงพยาบาลราชบุรี ที่ช้ำใจสุดๆคือการได้รับคำตอบว่า “ถึงส่งไปก็ตายอยู่ดี” คนก็เลยถามกลับไปด้วยความโกรธว่าถ้ามีถึง 5 ราย จะไม่ตายหมดทั้ง 5 รายเลยหรือ เขาก็นั่งอึ้งและก็ตอบมาว่า “พูดไปก็ไม่เข้าใจ” จากนั้นเขาก็ไม่พูดกับตนอีกเลย” นางประมวล กล่าว

นางประมวล กล่าวต่อว่า เมื่อตนเข้าไปพบหมอ เขาก็อธิบายกรณีนี้ว่า รกพันคอเด็ก เหมือนการผูกคอตาย ตนจึงถามหมอกลับไปว่า “ถ้าเห็นคนผูกคอตาย แล้วคุณหมอจะดูเขาผูกคอตายไปต่อหน้าต่อตาหรือ” และเขาก็ตอบกลับมาว่าอธิบายยาก

นางประมวล กล่าวอีกว่า ตนก็ไม่ได้อยากจะไปเรียกร้องเขา ซึ่งหลังจากที่เรานำศพกลับมาที่บ้านแล้ว พยาบาลคนนั้นก็ไม่มางานศพแม้แต่อย่างไร งานศพกลางก็ไม่มา เพียงแค่เข้ามาขมาศพ ถ้าเป็นคนที่มีจรรยาบรรณ วันเผาว่าจะมาเผาศพน้อง ก็ไม่มากัน กรณีนี้ตนไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น เพราะมันสูญเสียไปแล้ว เพียงแต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ต่อคนทั่วไป อย่าไปทำอย่างนี้อีก เขามีชีวิตเหมือนกัน

เบื้องต้นทราบว่า ครอบครังของเด็กน้อยผู้เสียชีวิตกำลังรอการดำเนินการตามสิทธิ์ ที่ทางโรงพยาบาลดำเนินการให้ คือ มาตรา 41 การยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหาย จากการเข้ารับบริการ (มาตรา 41) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่ง เกณฑ์การพิจารณาเงินช่วยเหลือ (1) เสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร ตั้งแต่ 240,000 ไม่เกิน 400,000 บาท (2) สูญเสียอวัยวะหรือพิการ ตั้งแต่ 100,000 ไม่เกิน 240,000 บาท (3) บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งญาติยังคงรอจากทางเจ้าหน้าที่ที่แจ้งว่าจะเข้ามาดำเนินการให้



ที่มา : www.khaosod.co.th


2019 ตลาดคริปโต จะเป็นปีที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมากขึ้น


CEO Binance กล่าว ปี 2019 จะเป็นปีที่คริปโตได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมากขึ้น

ท่ามกลางความสิ้นหวังของนักลงทุนในตลาดขาลง หลาย ๆ คนเริ่มมองความหวังใหม่ว่า อะไรจะเป็นตัวจุดชนวนให้ตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นาย Changpeng Zhao CEO ของ Binance ได้กล่าวตอนที่ขึ้นพูดบนเวทีของ The Street ว่า ในปี 2019 จะเป็นปีที่คริปโตได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างกว้างขวาง

Binance ช่วยอีกแรง

เขาได้อธิบายว่า มันจะเป็นปีที่ดีมาก ๆ สำหรับการที่คริปโตจะถูกยอมรับโดยคนส่วนมาก ซึ่งพวกเขาจะเข้าไปช่วยในส่วนนั้นด้วย

“เวลาเราวางแผน พวกเราจะไม่ได้วางแผนในะระยเวลา 1 ปี ถึงแม้จะมีการวางกลยุทธ์ในระยะเวลา 10 ปีก็ตาม แต่เมื่อเราวางแผนจริง ๆ เราจะวางไว้มากที่สุดคือ 3 เดือน โดยปกติแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ในปี 2019 เราต้องการที่จะทำให้การยอมรับคริปโตมีมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เหรียญหรือแพลตฟอร์มของ Binance เท่านั้น แต่เรากำลังพูดถึงทั้งอุตสาหกรรมเลย”

การที่มีผู้เล่นยักษ์ใหญ่เช่น Binance ออกมาประกาศเองว่า จะเข้ามาช่วยในส่วนนี้ ก็ทำให้มั่นใจขึ้นในระดับหนึ่งว่า ในปีหน้าจะเป็นช่วงที่เงินไหลเข้ามาจากคนนอกวงการมากขึ้นแน่ ๆ เช่นนักลงทุนรายย่อยทั่วไป และนักลงทุนระดับสถาบัน



ที่มา : 

กรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งเป้าปี 62 "ชูจุดแข็งดันท่องเที่ยวเกษตร"


นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการยกระดับฟาร์มเกษตรกรแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่กรมให้การสนับสนุนอยู่แล้วนั้น พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพ ได้มาตรฐานของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชน โดยวางแนวทางพัฒนาด้วยการเพิ่มทักษะสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ด้านบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะดำเนินการทุกจังหวัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานและคุณภาพ พัฒนาศูนย์ปฏิบัติการและศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับจังหวัด เพื่อสร้างการเรียนรู้ระหว่างกลุ่ม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรในเมืองรอง 55 จังหวัด และสร้างจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางต่อกัน

หลักเกณฑ์คัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมจะพิจารณาจาก 1. เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน 2. มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว3. มีกิจกรรมการเกษตรหรือมีนวัตกรรมด้านการเกษตรที่โดดเด่น 4.มีความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว 5. การคมนาคมสะดวก 6. ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลักหรือท่องเที่ยวธรรมชาติ 7. ชุมชนหรือนักท่องเที่ยวร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแหล่งวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะได้รับตราสัญลักษณ์ A (Agrotourism) ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานตามที่กรมกำหนดไว้

การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ได้มาตรฐาน พิจารณาจาก 1.ด้านศักยภาพเชิงคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคือ มีคุณค่าทางกายภาพและชีวภาพ มีคุณค่าด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และภูมิปัญญา 2. ด้านศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคือ มีศักยภาพการบริหารจัดการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีศักยภาพการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และมีศักยภาพดึงดูดใจทางการเกษตร

“กรมพร้อมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากิจการด้านการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้ต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว



ที่มา : www.naewna.com

"เสี่ยงเสียชีวิต" แพทย์เตือนฤดูหนาว! ดื่มเหล้า-ผิงไฟในเต็นท์


ชาวเชียงใหม่เตรียมรับลมหนาวระลอกใหม่ ลดวูบอีก 4 องศา ขณะที่แพทย์เตือนนักท่องเที่ยว ห้ามดื่มเหล้า ผิงไฟในเต็นท์เด็ดขาด มีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตสูง

วันที่ 6 ธ.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนใน จ.เชียงใหม่ จัดเตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาวใช้เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย หลังจากกรมอุตุนิยมวิยาคาดหมายลักษณะอากาศว่าในวันที่ 7-9 ธ.ค. นี้ มวลอากาศเย็นระลอกใหม่จะพัดมาถึง อุณหภูมิจะลงลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส ทำให้หลายคนพากันออกไปหาซื้อเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ ถุงเท้า รวมทั้งถุงมือเพื่อนำมาใช้ทดแทนของเดิมที่อยู่สภาพเก่า


ขณะที่ นางวิภารัศมิ์ ทิพย์ปัญญา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงใหม่ เตือนประชาชนในบางพื้นที่ที่สภาพอากาศอาจเย็นลงโดยเฉียบพลัน รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นตามอุทยานแห่งชาติและยอดดอยต่างๆ ให้จัดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวให้เหมาะสม จุดที่จะต้องดูแลให้ความอบอุ่นเป็นพิเศษ คือ ศีรษะ คอ และ หน้าอก เนื่องจากมีเส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนังและไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ คือ สมอง หัวใจ หากสัมผัสอากาศเย็นมากเป็นเวลานาน เส้นเลือดจะหดตัว เลือดไหลเวียนช้าลง อาจทำให้อวัยวะขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเป็นอันตรายได้


ที่สำคัญคือ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก้หนาว เพราะความเชื่อเรื่องการดื่มสุราจะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้หนาวได้ เป็นความเชื่อที่ผิดและอันตราย รวมทั้งห้ามจุดเตาผิงไฟในเต็นท์ เนื่องจากมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์จากการเผาไหม้ เมื่อหายใจเอาก๊าซ 2 ชนิดนี้เข้าไป จะทำให้สมองขาดออกซิเจนไปเลี้ยงทำให้เกิดอาการง่วงหลับโดยไม่รู้ตัวและเสียชีวิตได้

ฤดูหนาวปีนี้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำรวจพบผู้ประสบภัยหนาวใน 25 อำเภอ จำนวน 388,970 คน มีทั้ง ผู้สูงอายุ เด็กไร้อุปการะ คนพิการทุพพลภาพ อำเภอที่แจ้งยอดความต้องการเครื่องกันหนาว 3 อันดับสูงสุด คือ อ.แม่อาย 37,860 ชิ้น อ.อมก๋อย 33,643 ชิ้น และ อ.แม่แจ่ม 30,643 ชิ้น



ที่มา : workpointnews.com


Coinbase เปิดให้ผู้ใช้ถอนเงินผ่าน PayPal แบบไร้ค่าธรรมเนียมได้แบบลับ ๆ


Coinbase เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถถอนเงินผ่าน PayPal แบบไร้ค่าธรรมเนียมได้แบบลับ ๆ  เมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง Coinbase เปิดให้บริการเทรดคริปโตแบบ OTC สำหรับนักลงทุนระดับสถาบัน

และเมื่อเปิดบริการเทรดขายแบบ OTC สำหรับนักลงทุนสถาบันโดยไม่มีการประกาศอะไร ล่าสุดเว็บเทรดคริปโต Coinbase ได้เพิ่มความสะดวกในการถอนเงินผ่านช่องทาง Paypal แบบฟรี ๆ สำหรับผู้ใช้งาน

⭐Coinbase ประกาศแบบเงียบ ๆ⭐

การประกาศเงียบ ๆ ของ Coinbase ได้อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถถอนเงินเป็นสกุลเงิน Fiat ไปยังบัญชี Paypal ของตนได้แล้ว โดยผู้ใช้งานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยทาง Coinbase ไม่ได้ออกประกาศผ่านช่องทาง Twitter หรือ Medium ของบริษัท แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานก็จะได้รับการใช้งานนี้ผ่าน Email และทางเว็บไซต์มีการเขียน FAQ ไว้บนเว็บไซต์ของตนแล้ว

ฟีเจอร์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ใช้งานที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและแคนาดาเท่านั้น และกระเป๋าเงินนี้จะสนับสนุนสกุลเงินเพียงสามสกุลเท่านั้นได้แก่ USD, EUR และ GBP แต่ในอนาคตอาจเพิ่มสกุลเงิน AUD หรือ CAD เร็ว ๆ นี้

ผู้ใช้งานในออสเตรเลียและแคนาดาจะไม่ได้รับความสะดวกในการถอนเงินออกจาก PayPal ได้โดยตรง อย่างไรก็ตามพวกเขาสามารถขายสินทรัพย์ดิจิทัลของตนในรูปแบบสกุลเงิน AUD หรือ CAD ได้ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้ได้ในภูมิภาคเหล่านี้

⭐การตรวจสอบตัวตนคือสิ่งที่จำเป็น⭐

ก่อนที่ผู้ใช้งานจะเริ่มใช้ feature นี้ต้องทำการยินยันตัวทั้งหมดและต้องได้รับ Email ยืนยันตัว แต่การใช้งานนี้สามารถโอนได้แค่จากบัญชีบน Coinbase ไปยัง PayPal เท่านั้น ยังไม่สามารถโอนจาก PayPal ไปยังบัญชี Coinbase ได้

ในขณะนี้ทางเว็บ Coinbase ยังไม่ได้ประกาศว่าสามารถถอนเงินเข้า PayPal ได้แล้ว แต่ก็ได้ปรากฏเป็นตัวเลือกเป็นที่เรียบร้อย




ที่มา :