BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

Slider

latest

Slider Right

randomposts6

ข่าวทั่วไป | News

ข่าวทั่วไป/block-1

สกุลเงินดิจิทัล | Cryptocurrency

Cryptocurrency/block-7

เทคโนโลยี | Technology

เทคโนโลยี/block-1

ท่องเที่ยว | Travel

ท่องเที่ยว/block-1

กฎหมายน่ารู้ | LAW

กฎหมาย/block-3

การเงิน | money-transfer

ธนาคาร/block-8

ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน | Cryptocurrency

Binance/block-9

สุขภาพและความงาม | health

สุขภาพและความงาม/block-2

เรื่องน่ารู้

เรื่องน่ารู้/block-2

บันเทิง คลิปตลก คลิปเด็ด ๆ | Video clip

คลิปวีดีโอ/block-1

ผญา สุภาษิต | Phya Suphasit

สุภาษิต/block-3

อนาคตโลก

อนาคตโลก/block-1

อนาคตไทย

อนาคตไทย/block-3

บิทคอยน์

bitcoin/block-3

FEATURED POSTS

Wallet

Latest Articles

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

"เอ็นโดรฟิน" สารแห่งความสุข


เอ็นโดรฟิน เป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาหลังออกกำลังกายและทำกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีหรือสบายตัวได้ แต่ไม่เพียงถูกขนานนามว่าเป็นสารแห่งความสุขแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านอีกด้วย ทั้งบรรเทาความเจ็บปวด ช่วยให้คนท้องคลอดลูกง่ายขึ้น บรรเทาอาการซึมเศร้า คลายเครียด เพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง และยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย

ทำความรู้จักกับเอ็นโดรฟิน

เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือที่บางคนมักเรียกว่าเอ็นโดรฟินนั้น มาจากคำว่า Endogenous ที่หมายความว่าจากภายในร่างกาย และคำว่า Morphine ที่หมายถึงสารบรรเทาอาการปวด ดังนั้น เอ็นโดรฟิน จึงหมายถึงฮอร์โมนบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติที่ผลิตจากภายในร่างกาย ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ประกอบด้วยเปปไทด์กลุ่มใหญ่ที่ผลิตจากระบบประสาทส่วนกลางและต่อมใต้สมอง ร่างกายจะปล่อยสารนี้ออกมาเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บปวดหรือความเครียด โดยจะกระจายไปทั่วตามระบบประสาท ซึ่งการหลั่งเอ็นโดรฟินทำให้รู้สึกมีความสุข เคลิบเคลิ้ม อิ่มอกอิ่มใจ คลายเครียด ทำให้อยากอาหารมากขึ้น ช่วยหลั่งฮอร์โมนเพศ และเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ มีการแนะนำว่าเอ็นโดรฟินส่งผลให้เกิดอาการฟินในนักวิ่งมาราธอนด้วย (Runner’s High) ซึ่งเป็นความเคลิบเคลิ้ม มีความสุข หรือไร้ความรู้สึกเจ็บปวดหลังออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และแม้จะยังเป็นที่ถกเถียงถึงบทบาทของเอ็นโดรฟินเกี่ยวกับการทำให้รู้สึกมีความสุขหรือเคลิบเคลิ้ม แต่อย่างน้อยก็ทราบได้ว่าร่างกายผลิตสารนี้ออกมาเพื่อตอบสนองต่อการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน

ประโยชน์ของเอ็นโดรฟิน

   ➧➧ บรรเทาความเจ็บปวด โดยสารนี้จะทำปฏิกิริยากับหน่วยรับความรู้สึกในสมอง ทำให้ร่างกายรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง และออกฤทธิ์คล้ายกับยาแก้ปวด เช่น มอร์ฟีน หรือโคเดอีน เป็นต้น แต่เอ็นโดรฟินเป็นสารที่ร่างกายผลิตออกมาตามธรรมชาติ จึงไม่ทำให้เกิดการเสพติดเหมือนการใช้ยาบางชนิดแต่อย่างใด
   ➧➧ ช่วยให้คลอดลูกง่ายขึ้น แม้การคลอดลูกจะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่รอคอย แต่ก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดด้วยเช่นกัน ซึ่งสารเอ็นโดรฟินจะช่วยให้คุณแม่คลอดเจ้าตัวน้อยได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย โดยมีการศึกษาขนาดเล็กที่แสดงให้เห็นว่า ในช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีการหลั่งสารเบต้าเอ็นโดรฟินในปริมาณน้อยอาจมีความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มขึ้นระหว่างคลอด
   ➧➧ บรรเทาอาการซึมเศร้า เกือบ 1 ใน 5 ของมนุษย์เราอาจเคยพบเจอกับอาการซึมเศร้ากันมาบ้าง ซึ่งการออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดนฟินออกมาเพื่อบรรเทาอาการนี้ จากการค้นคว้าพบว่าการออกกำลังกายและการหลั่งสารเอ็นโดรฟินขณะออกกำลังกายอาจช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงบทบาทของเอ็นโดรฟินต่อการรักษาอาการซึมเศร้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป
   ➧➧ คลายความเครียดและความวิตกกังวล ระดับเอ็นโดรฟินที่สูงขึ้นจะทำให้ผลกระทบจากความเครียดลดลง ทั้งยังช่วยให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม อยากอาหารมากขึ้น ช่วยหลั่งฮอร์โมนเพศ และเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้อีกด้วย
   ➧➧ เพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง ความรู้สึกดี ๆ ที่เจอในแต่ละวันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คิดบวกและเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ตนเองได้ ซึ่งจากการศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่า สารเอ็นโดรฟินที่ถูกหลั่งออกมามีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเองที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย
   ➧➧ ลดน้ำหนัก แม้จะยังไม่ทราบชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของเอ็นโดรฟินและฮอร์โมนอื่น ๆ ในการควบคุมความอยากอาหาร แต่การรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์อาจกระตุ้นระดับเอ็นโดรฟินในร่างกายให้เพิ่มขึ้นได้ โดยมีการวิจัยในสัตว์ทดลองที่ระบุว่า ระดับเอ็นโดรฟินที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นมีส่วนช่วยในการควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งอาจช่วยให้รู้สึกอยากอาหารน้อยลงได้

กิจกรรมใดบ้างที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟิน ?

แม้ในทางวิทยาศาตร์จะยังไม่ทราบบทบาทของเอ็นโดรฟินอย่างชัดเจน แต่สารสื่อประสาทชนิดนี้ก็มีคุณประโยชน์หลายอย่าง หากร่างกายผลิตเอ็นโดรฟินไม่เพียงพอต่อความต้องการจะส่งผลกระทบทั้งทางอารมณ์และร่างกายได้ เช่น มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว ปวดเมื่อย หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น

โดยกิจกรรมบางประการสามารถช่วยให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟินออกมาตามธรรมชาติได้ เช่น

   ➲ การออกกำลังกายทุกชนิด โดยเฉพาะออกกำลังกายเป็นกลุ่ม
   ➲ การมีเพศสัมพันธ์
   ➲การแต่งเพลง การเล่นดนตรี การสร้างสรรค์งานศิลปะ การเต้น
   ➲การหัวเราะ
   ➲การนวดหรืออบซาวน่า
   ➲การดูทีวี
   ➲การนั่งสมาธิ
   ➲การฝังเข็ม การดมกลิ่นหอมหรืออะโรมาเทอราพี
   ➲การทำกิจกรรมอาสาต่าง ๆ

การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ดาร์กช็อกโกแลต ไวน์ อาหารรสเผ็ด อาหารต่าง ๆ ที่โปรดปราน เป็นต้น



ที่มา : www.pobpad.com

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

"การออกกำลังกาย" กับ "ผู้สูงอายุ"


การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะส่งผลดีต่อสุขภาพของคนได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะหัวใจขาดเลือด ทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก ช่วยให้ต่อสู้กับโรคกระดูกพรุนและลดความเสี่ยงของการหกล้มหรือการเกิดอุบัติเหตุอื่น ๆ ได้

นอกจากจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่การออกกำลังกายยังส่งผลดีด้านอื่น ๆ ด้วย โดยผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้น อาจได้รับประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ เช่น

    ➧➧ การทำงานของสมอง นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เซลล์ประสาทซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิด การจำ และการเคลื่อนไหวร่างกาย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลังออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่วัน อีกทั้งยังพบว่าผู้สูงอายุที่มีร่างกายแข็งแรงมีคะแนนการทำแบบทดสอบสูงสุดทั้งด้านความจำ ด้านการประสานงาน รวมถึงการวางแผน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่เดินออกกำลังกายตั้งแต่สัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ออกกำลังกายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถึง 35 เปอร์เซ็นต์

    ➧➧ อารมณ์ มีงานค้นคว้าในผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเพศชายประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ และเพศหญิงประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ที่มีอาการซึมเศร้า พบว่าการออกกำลังกายอาจช่วยให้อาการซึมเศร้าทุเลาลงได้ และอาจมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการใช้ยาต้านเศร้าหรือการบำบัดทางจิต แต่ขณะนี้ยังมีการศึกษาทดลองไม่เพียงพอที่จะยืนยันประโยชน์ของการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุในกลุ่มที่มีอายุมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายก็ช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อีกทั้งยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ การสูบฉีดเลือด และการปลุกเซลล์สมอง ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายอารมณ์ดีขึ้นได้

✨การออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ✨

การออกกำลังกายที่พอเหมาะหรืออย่างน้อยประมาณวันละ 30 นาทีเป็นประจำทุกวัน ทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิค การออกกำลังกายเพื่อเสริมความยืดหยุ่น การออกกำลังกายเพื่อเสริมการทรงตัว และการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายหรือผู้ที่ดูแลใกล้ชิดอยากให้บุคคลสูงวัยในครอบครัวได้ออกกำลังกาย สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และปลอดภัย

✨การออกกำลังกายแบบแอโรบิค✨

เป็นการออกกำลังกายที่ไม่เข้มข้นมากและมีความต่อเนื่อง โดยอาศัยพลังงานจากออกซิเจนภายในร่างกาย ซึ่งสามารถแบ่งระดับและลักษณะกิจกรรมของการออกกำลังกายแบบนี้ได้ 2 ระดับ ดังนี้

    ➧➧ ระดับปานกลาง คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคโดยใช้เวลา 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 30 นาที จนทำให้อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นจากปกติ เช่น การเดินเร็ว การเต้น การพาสุนัขไปเดินเล่น การทำสวน การทำความสะอาดบ้าน การต่อเติมหรือตกแต่งบ้าน การเล่นเกมหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ รวมถึงการถือของหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม เป็นต้น
    ➧➧ ระดับหนัก คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคโดยใช้เวลา 3 วันต่อสัปดาห์ วันละ 20 นาที จนทำให้อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น การวิ่ง การเดินขึ้นเขา การปีนเขา การปั่นจักรยานเร็ว การเต้นแอโรบิค การว่ายน้ำ การแข่งขันกีฬาอย่างฟุตบอล วอลเลย์บอล หรือบาสเก็ตบอล การพรวนดินหรือขุดดินอย่างหนัก รวมถึงการถือของหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่า 20 กิโลกรัม เป็นต้น

✨การออกกำลังกายเพื่อเสริมความยืดหยุ่น✨

เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้กระดูกข้อต่อเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ ปรับลักษณะท่าทางของร่างกายให้ดีขึ้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ปรับการทรงตัวและการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้น ซึ่งความยืดหยุ่นมีความจำเป็นต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายแบบยืดหยุ่นอย่างน้อยวันละ 10 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อยืดกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ตามวิธีดังต่อไปนี้

     ➧➧ ลำคอ ค่อย ๆ กดศีรษะลงให้คางใกล้กับหน้าอกมากที่สุด จากนั้นเงยหน้ากลับตำแหน่งปกติแล้วเอียงศีรษะไปทางใดทางหนึ่งทีละน้อยจนสุดและค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที เมื่อครบแล้วให้เอียงไปอีกข้างหนึ่ง ทำซ้ำจนครบ 3 รอบ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในท่านั่งและท่ายืน
     ➧➧ ไหล่และแขนช่วงบน ใช้มือขวาจับปลายผ้าขนหนูชูขึ้นเหนือศีรษะ โดยทิ้งปลายผ้ามาด้านหลัง จากนั้นใช้มือซ้ายอ้อมหลังและจับที่ปลายผ้าขนหนูอีกด้านหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ดึงลงจนรู้สึกได้ถึงความตึง ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง ข้างละเท่า ๆ กัน
     ➧➧ หน้าอก กางแขนออกทั้ง 2 ข้างแล้วแบมือไปด้านหน้า จากนั้นดึงแขนไปด้านหลังจนรู้สึกถึงความตึงที่หน้าอกและแขน ส่วนผู้ที่ไม่สามารถทำท่าดังกล่าวได้ ให้ยืนหลังชิดกำแพงและกางแขนออก จากนั้นให้ก้าวเท้ามาข้างหน้า 1 ก้าว แล้วให้แขนยังคงแนบชิดติดกำแพงแทน
      ➧➧ เอวหรือหลังส่วนล่าง นอนราบลงกับพื้น งอเข่าข้างขวาขึ้นโดยให้ฝ่าเท้าแนบกับพื้น จากนั้นค่อย ๆ บิดลำตัวไปด้านข้างแล้วค้างไว้สักพัก ทำซ้ำจนครบทั้ง 2 ข้างแล้วสลับเปลี่ยนเป็นเข่าข้างซ้าย
     ➧➧ สะโพก นอนราบลงกับพื้น เหยียดขาตรงทั้ง 2 ข้าง จากนั้นให้นำเท้าข้างขวาพาดบริเวณหัวเข่าข้างซ้าย โดยให้หัวเข่าข้างขวาอ้าออกไปด้านข้างลำตัว ค่อย ๆ กดน้ำหนักลงที่หัวเข่าข้างขวาจนรู้สึกตึง แล้วทำสลับในท่าเดียวกันกับขาอีกข้าง
     ➧➧ ต้นขา นอนตะแคงด้านใดด้านหนึ่ง งอเข่าโดยให้เท้าอยู่บริเวณก้น จากนั้นใช้แขนดึงปลายเท้าจนรู้สึกตึง โดยทำสลับกันจนครบทั้ง 2 ข้าง สำหรับผู้ที่ดึงเท้าของตัวเองไม่ถึง สามารถใช้ผ้าขนหนูหรือเข็มขัดรัดที่ข้อเท้าแล้วดึงแทนได้
     ➧➧ เอ็นร้อยหวาย นอนราบลงกับพื้น อ้าขาข้างใดข้างหนึ่งไปด้านข้าง จากนั้นใช้มือข้างนั้นดึงบริเวณต้นขาขึ้นมาให้ตั้งฉากกับลำตัวให้มากที่สุด โดยให้สะโพกและขาอีกข้างแนบชิดติดพื้น แล้วสลับทำให้ครบทั้ง 2 ข้าง
     ➧➧ ข้อเท้า นั่งบนเก้าอี้ ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นเหนือพื้น จากนั้นกดส้นเท้าลงสลับกับเหยียดปลายเท้าไปด้านหน้า ทำสลับกับการบิดข้อเท้าไปด้านข้าง ทำค้างไว้ท่าละ 30 วินาที จนครบทั้ง 2 ข้าง

✨การออกกำลังกายเพื่อเสริมการทรงตัว✨

เป็นการออกกำลังกายเพื่อลดความเสี่ยงในการหกล้ม ซึ่งผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้ด้วยตนเอง หรืออาจมีคนประคองอยู่ด้านข้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยผู้สูงอายุควรออกกำลังกายเพื่อเสริมการทรงตัวด้วยท่าต่าง ๆ เป็นประจำทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดี ดังนี้

     ➧➧ ท่าแปรงฟัน ยืนหันหน้าเข้าโต๊ะ ยกเท้าขวาขึ้นเล็กน้อย จากนั้นใช้มือขวาทำท่าแปรงฟันฝั่งซ้ายเป็นเวลา 30 วินาที แล้วสลับข้างโดยยกเท้าซ้ายขึ้น และใช้มือซ้ายทำท่าแปรงฟันฝั่งขวาเป็นเวลา 30 วินาทีเช่นกัน
     ➧➧ ท่านาฬิกา ยืนตัวตรงให้เท้าทั้ง 2 ข้างชิดติดกัน มือแนบข้างลำตัว และไม่เกร็งหัวไหล่ ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเป็นไม้กระดาน จากนั้นโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และโยกลำตัวช่วงบนให้เป็นรูปวงกลมเป็นเวลา 1 นาที
     ➧➧ ท่ายกเข่า ยืนตรงอยู่ข้างโต๊ะหรือเก้าอี้ อาจใช้มือข้างหนึ่งจับที่โต๊ะหรือเก้าอี้ไว้ก็ได้ จากนั้นยกเข่าขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเวลา 1 นาที แล้วสลับทำให้ครบทั้ง 2 ข้าง
      ➧➧ ท่าเดินเอียงคอ เริ่มจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง ให้เดินไปข้างหน้าช้า ๆ พร้อมกับเอียงคอไปทางขวาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จนถึงมุมห้องอีกฝั่งหนึ่ง จากนั้นเดินกลับช้า ๆ พร้อมกับเอียงคอไปทางซ้าย
     ➧➧ ท่าลุกนั่ง เริ่มจากนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีที่วางแขน โดยใช้มือขวาวางบนไหล่ซ้าย มือซ้ายวางบนไหล่ขวา จากนั้นลุกขึ้นยืนโดยให้ศีรษะตั้งตรงและไม่เอนตัวไปด้านหน้า
     ➧➧ ท่าเขย่งเท้า เริ่มจากยืนตรงแล้วค่อย ๆ เขย่งเท้าและเดินด้วยปลายเท้า จากนั้นจึงสลับเดินด้วยส้นเท้า ท่านี้อาจต้องมีคนช่วยประคองอยู่ด้านข้างด้วย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุ

การออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

เป็นการขยับร่างกายเพียงเล็กน้อยที่สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ ทั้งกล้ามเนื้อแขน ขา หลัง หน้าท้อง สะโพก หน้าอก และหัวไหล่ เช่น การถือของ การขึ้นลงบันได การลุกหรือนั่งบนเก้าอี้ รวมถึงการยกดัมเบลที่เริ่มจากน้ำหนักน้อย ๆ รอบละ 10-15 ครั้ง หรือการออกกำลังกายที่ไม่ใช้อุปกรณ์ แต่อาศัยน้ำหนักของตนเอง เป็นต้น โดยผู้สูงอายุอาจฝึกปฏิบัติตามท่าออกกำลังกายดังต่อไปนี้

     ➧➧ ท่าดันกำแพง เริ่มจากหันหน้าเข้าหากำแพง ให้ปลายเท้าห่างออกมาประมาณ 30-45 เซนติเมตร ใช้มือยันผนังและเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ งอข้อศอกออกไปด้านข้าง ให้ลำตัวเข้าใกล้ผนังเรื่อย ๆ จนปลายจมูกสัมผัสกับกำแพง และค่อย ๆ ยืดแขนให้ข้อศอกกลับมาตรงเหมือนเดิม โดยทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
     ➧➧ท่าตัดต้นไม้ นั่งบนเก้าอี้ ให้เท้าและเข่าอยู่ในระนาบเดียวกันกับหัวไหล่ แขนทั้ง 2 ข้างเหยียดตรง ใช้มือประคองลูกบอลไว้ที่ด้านข้างของเข่าขวา จากนั้นลุกขึ้นยืน และชูลูกบอลขึ้นเหนือศีรษะในแนวทะแยง โดยให้ลำตัวช่วงบนหันไปทางซ้ายเล็กน้อย แล้วให้เคลื่อนลูกบอลกลับมาในตำแหน่งเดิมคล้ายท่าตัดต้นไม้และนั่งลงบนเก้าอี้นับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง และทำสลับกับอีกข้าง
     ➧➧ ท่าสุนัข ใช้มือและเข่ายันที่พื้น ให้แขนอยู่ในระนาบเดียวกับหัวไหล่ และให้กระดูกสันหลังตั้งตรง ไม่แอ่นหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นยกแขนขวาไปด้านหน้าและเหยียดขาซ้ายไปด้านหลัง ให้ลำตัวขนานกับพื้นเพื่อลดการบาดเจ็บที่ลำคอ และกลับสู่ท่าเริ่มต้นนับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง และทำสลับกับอีกข้าง
     ➧➧ ท่าแพลงก์ นอนคว่ำลงกับพื้น ให้ลำตัวและขาเหยียดตรง ตั้งแขนขึ้นโดยให้หน้าแขนและนิ้วเท้าดันกับพื้นไว้ เกร็งหน้าท้อง หายใจตามปกติ และค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 30 วินาที จากนั้นพัก 1 นาที และค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นครั้งละ 10 วินาที
     ➧➧ ท่าเดดบั๊ก เริ่มจากนอนหงาย ชูแขนขึ้นหาเพดาน งอเข่าให้ทำมุม 90 องศากับพื้น โดยให้แผ่นหลังแนบชิดติดพื้น และตะแคงกระดูกเชิงกรานเล็กน้อย เพื่อไม่ให้มีช่องว่างระหว่างพื้นกับร่างกาย จากนั้นเหยียดขาซ้ายลง โดยให้ส้นเท้าลอยจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตร และยืดแขนขวาออกไปเหนือศีรษะพร้อมกับหงายฝ่ามือ กลับสู่ท่าเริ่มต้นนับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง และทำสลับกับอีกข้าง


ที่มา : www.pobpad.com



วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

"โรคของต่อมไทรอยด์" ที่พบในหญิงตั้งครรภ์


โรคของต่อมไทรอยด์ที่พบในหญิงตั้งครรภ์จะเหมือนกับที่สามารถพบได้ในคนทั่วไป คือ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป, ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป, และคอพอก แต่ที่จะมีความแตกต่างคือ หญิงตั้งครรภ์สามารถพบโรคของต่อมไทรอยด์หลังคลอดได้ คือมีการอักเสบชั่วคราวเกิดขึ้นที่ต่อมไทรอยด์หลังคลอดหรือหลังแท้งบุตร

✨ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนหรือต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินในหญิงตั้งครรภ์ (Hypothyroidism in Pregnancy)✨

การวินิจฉัยภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนรายใหม่ในหญิงตั้งครรภ์พบได้น้อย เนื่องจากผู้หญิงที่มีภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์และไมได้รับการรักษาจะไม่มีการตกไข่ หรือ ไม่สามารถทำให้ไข่โตเต็มที่พร้อมสำหรับการผสมกับอสุจิได้ ซึ่งทำให้โอกาสตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ยาก

การวินิจฉัยภาวะนี้ในหญิงตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกโดยอาศัยการสังเกตอาการทางคลินิกทำได้ยาก เพราะอาการและอาการแสดงของภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ได้แก่ อ่อนเพลีย ความสนใจต่ำ น้ำหนักเพิ่ม ชา และรู้สึกเสียวซ่าที่มือหรือเท้า เป็นอาการที่พบได้บ่อยของการตั้งครรภ์ตามปกติ

ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนในหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการตายของทารกในครรภ์หรือทำให้การเจริญเติบโตของทารกช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่มารดาจะพบภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โลหิตจาง, ครรภ์เป็นพิษ และภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด

ส่วนใหญ่ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนเป็นผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่ก่อนตั้งครรภ์และกำลังได้รับยาไทรอยด์ฮอร์โมนทนแทน ขนาดยาที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์ คือ อาจมีการเพิ่มขนาดยาลีโวไทรอกซิน (levothyroxine) มากกว่าปกติ 25-50% ระหว่างตั้งครรภ์ และที่สำคัญคือต้องมีการตรวจเช็คระดับฮอร์โมน T4 และ TSH ในเลือดเป็นประจำทันทีที่ได้รับการตรวจยืนยันว่ามีการตั้งครรภ์ โดยต้องตรวจให้บ่อยครั้งในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์เพื่อให้มั่นใจว่าหญิงตั้งครรภ์รายนั้นได้รับขนาดยาที่เหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์

คำแนะนำในการปรับขนาดยาลีโวไทรอกซิน คือ ให้ปรับขนาดยาจนระดับฮอร์โมน TSH ในเลือดอยู่ที่ <2.5 mIU/L ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และ < 3 mIU/L ในช่วงสองไตรมาสถัดมา โดยทั่วไปแล้วเมื่อคลอดลูกแล้ว ขนาดยาที่เคยเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์จะไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยสามารถกลับไปใช้ขนาดยาลีโวไทรอกซินเดิมก่อนตั้งครรภ์ได้ทันทีหลังคลอดลูกแล้ว

ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินในหญิงตั้งครรภ์ (Hyperthyroidism in Pregnancy)

การวินิจฉัยภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปรายใหม่ในหญิงตั้งครรภ์พบได้ประมาณ 1 ราย ในหญิงตั้งครรภ์ 2,000 ราย โดยโรคเกรฟ (Graves’ disease) พบได้ประมาณ 95% ของการภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกในหญิงตั้งครรภ์

เช่นเดียวกับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป หลายๆ อาการของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากไปที่มีอาการไม่มากจะคล้ายกับอาการปกติที่พบได้ระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการอย่างเด่นชัด เช่น น้ำหนักลด, อาเจียน, ความดันโลหิตสูงขึ้น, หัวใจเต้นเร็วตลอดเวลา ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปหรือไม่

ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปที่มีความรุนแรงน้อยหมายถึง เมื่อตรวจเลือดแล้วพบระดับฮอร์โมน TSH ต่ำกว่าปกติ แต่มีระดับฮอร์โมน Free T4 อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งไม่อันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ และไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ในกรณีนี้แนะนำให้ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ซ้ำอีกครั้งใน 4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปที่มีความรุนแรงปานกลางและระดับรุนแรงที่ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ทารกและคุณแม่เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่มน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และหัวใจเต้นเร็ว

สำหรับคำแนะนำในการรักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปในหญิงตั้งครรภ์คือการใช้ยาโพรพิลไทโอยูราซิล (propylthiouracil) โดยจะถูกใช้ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เพื่อยับยั้งการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน และทำให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนลดลงสู่ระดับปกติหรือสูงกว่าปกติเล็กน้อย ยา propylthiouracil เป็นยาที่มีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์บางชนิดเมื่อเทียบกับยาเมทิมาโซล (methimazole) และเป็นยาที่ถูกแนะนำให้ใช้ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงการพัฒนาของทารกที่สำคัญ ยา propylthiouracil ไม่ถูกแนะนำให้ใช้หลังจากไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบร้ายแรงได้ ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ ควรเปลี่ยนจากยา propylthiouracil เป็นยา methimazole แทน สำหรับอัตราการเกิดผลข้างเคียงของยาทั้งสองชนิดนี้ไม่เพิ่มขึ้นหากใช้ระหว่างตั้งครรภ์

ธาตุไอโอดีนสามารถผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นการใช้ไอโอดีนระหว่างการสแกนต่อมไทรอยด์ (thyroid scan) หรือในการรักษาโรคของต่อมไทรอยด์ด้วยกัมมันตรังสีไอโอดีน (radioactive iodine) จึงถือเป็นข้อห้ามระหว่างการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตามอาจพบว่าในผู้หญิงที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปร่วมกับการเป็นโรค Graves’ disease อาจมีอาการดีขึ้นเมื่อมีการตั้งครรภ์ 

คอพอกในหญิงตั้งครรภ์ (Goiter in Pregnancy)

เป็นเรื่องปกติที่จะพบคอพอกเล็กน้อยได้ในหญิงตั้งครรภ์ และจะพบมากขึ้นถ้าผู้หญิงคนนั้นพักอาศัยในบริเวณที่มีการขาดธาตุไอโอดีน การขาดธาตุไอโอดีนอาจเกิดขึ้นจากการที่บางคนหลีกเลี่ยงการรับประทานนม ไข่ และเกลือผสมไอโอดีน

วิตามินสำหรับบำรุงขณะตั้งครรภ์ไม่ใช่ทุกตัวที่จะมีไอโอดีนเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้รับประทานวิตามินบำรุงขณะตั้งครรภ์ซึ่งมีส่วนผสมของไอโอดีนด้วย เพื่อป้องกันการขาดไอโอดีน หากพบต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนระหว่างตั้งครรภ์ คำแนะนำในการรักษาปัจจุบันคือไม่ควรรอจนคลอด แต่ให้เข้ารับการตรวจประเมินและเจาะดูดชิ้นเนื้อไปตรวจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

โรคของต่อมไทรอยด์หลังคลอด (Postpartum Thyroid Disease)

ในผู้หญิงบางรายอาจพบภาวะต่อมไทรอยด์อักเสบชั่วคราวหลังคลอด หรือที่เรียกว่า postpartum subacute thyroiditis ซึ่งมักพบในช่วง 3-6 เดือนหลังคลอด หรืออาจเกิดขึ้นหลังจากแท้งบุตร

อาการที่พบได้บ่อยคือผู้หญิงรายนั้นจะมีอาการเริ่มแรกคืออาการของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน ได้แก่ ใจสั่น วิตกกังวล และน้ำหนักตัวลดลง  หลังจากนั้นจะตามด้วยอาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ได้แก่ อ่อนเพลีย ท้องผูก และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และปิดท้ายด้วยต่อมไทรอยด์กลับมาทำงานปกติได้ประมาณ 90% ของผู้หญิงที่มีภาวะนี้ทั้งหมด

ในผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติหลังคลอดได้ถึง 25%

ให้ปรึกษาแพทย์ถ้าคุณมีอาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป หรือต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หลังจากคลอด หรือหลังจากแท้งบุตร


ที่มา : www.honestdocs.co

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562

แก้อาการ "เมารถ"



อาการเมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน อาจเป็นปัญหาหนักใจของใครหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ โดยมักเกิดขึ้นเมื่อโดยสารยานพาหนะที่มีการเหวี่ยงตัวขณะเคลื่อนที่เป็นเวลานาน ส่งผลให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถป้องกันและบรรเทาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างระหว่างเดินทาง และอาจใช้ยาแก้เมารถตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

อาการเมารถเป็นอย่างไร ?

เมารถ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล ดังนั้น ขณะโดยสารยานพาหนะใด ๆ ก็ตาม จึงมีทั้งคนที่มีอาการเมารถและคนที่ไม่มีอาการ ซึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเมารถ ได้แก่

     ➧ เวียนศีรษะ
     ➧ รู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
     ➧ อ่อนเพลีย
     ➧ ไม่อยากอาหาร
     ➧ มีเหงื่อออก
     ➧ เด็กเล็กที่เมารถอาจหน้าซีด กระสับกระส่าย หาว หรือร้องไห้
     ร่วมด้วย

เมารถเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

อาการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องบิน เกิดขึ้นเมื่อประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวของหูชั้นในทำงานไม่ประสานกับภาพที่ดวงตามองเห็น สมองจึงได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกันจนมีอาการเมารถตามมา โดยอาจเกิดจากการโดยสารรถที่ขับเหวี่ยงไปมาหรือขับบนถนนที่คดเคี้ยวนานเกินไป การนั่งเรือที่โคลงเคลงตามลูกคลื่น การโดยสารเครื่องบิน หรือแม้แต่ระหว่างเล่นเครื่องเล่นผาดโผนต่าง ๆ ในสวนสนุกอย่างรถไฟเหาะก็อาจทำให้มีอาการได้เช่นกัน

ทั้งนี้ บุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ อาจเสี่ยงเกิดอาการเมารถได้มากกว่าคนทั่วไป

     ➧ ผู้ที่มีประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวเร็ว
     ➧ ผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงรับการ
     บำบัดด้วยฮอร์โมน
     ➧ ผู้ป่วยไมเกรน
     ➧ เด็กอายุ 2-12 ปี
     ➧ ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคหืด 
     ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน เป็นต้น
     ➧ ผู้ที่มีพฤติกรรมใช้สารเสพติด

บรรเทาอาการเมารถได้อย่างไร ?

อาการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องบิน สามารถป้องกันและบรรเทาได้ด้วยตนเอง เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  ➧ หากนั่งรถควรเลือกนั่งที่เบาะหน้า ส่วนการโดยสารเรือหรือเครื่องบินก็ควรเลือกนั่งตรงกลางลำ เพื่อลดแรงเหวี่ยงหรือการโคลงเคลงของยานพาหนะ
  ➧ ขณะโดยสารรถให้มองตรงไปทางด้านหน้า โดยให้สายตาจดจ้องไปยังจุดที่หยุดอยู่กับที่ เช่น ตึกสูง เส้นขอบฟ้า เป็นต้น
  ➧ หลีกเลี่ยงการจ้องมองสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ อย่างรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน หรือเรือลำอื่นที่แล่นไปมา
  ➧ หลับตาและกำหนดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ
  ➧ หากอยู่ในพาหนะส่วนตัว อาจพูดคุยกับคนอื่น ๆ หรือร้องเพลงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
  ➧ แวะจอดรถตามจุดพักรถระหว่างทาง เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ พักดื่มน้ำ หรือสูดอากาศภายนอก
  ➧ หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือหรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดระหว่างเดินทาง
  ➧ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่และอาหารที่มีรสจัด รวมทั้งงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนโดยสารยานพาหนะใด ๆ

✨ยาแก้เมารถ✨

นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ผู้ที่เมารถเป็นประจำอาจรับประทานยาแก้เมารถ หรือแปะพลาสเตอร์ยาแก้เมารถ ดังต่อไปนี้

   ➧ ยาต้านฮิสตามีน เป็นยาที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการเมารถที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น ยาไซไคลซีน ยาไดเมนไฮดริเนต เป็นต้น แต่ยาเหล่านี้อาจส่งผลข้างเคียงทำให้รู้สึกง่วงนอนได้
   ➧ ยาสโคโปลามีน มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการเมารถ โดยตัวยาจะอยู่ในรูปของพลาสเตอร์สำหรับแปะลงบนผิวหนัง ใช้แปะไว้ด้านหลังใบหูตั้งแต่ก่อนเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ผู้ใช้ยาควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือตามฉลากยาอย่างเคร่งครัด รวมทั้งปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนให้เด็กรับประทานยาต้านฮิสตามีนหรือใช้พลาสเตอร์ยาสโคโปลามีน เพราะเด็กอาจเสี่ยงได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่าคนในช่วงวัยอื่น




ที่มา : www.pobpad.com


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562

สัญญาณอันตรายของ "โรคมะเร็ง"


“โรคมะเร็ง” เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ไม่สามารถหาทางป้องกันโรคนี้ได้ 100% แต่ก็สามารถลดทอนอัตราการเกิดโรคในผู้ป่วยรายใหม่ได้

สถิติผู้ป่วยมะเร็ง ในประเทศไทย อัตราเฉลี่ยผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ ตามข้อมูลของ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ พบว่า ปัจจุบัน ประเทศไทย มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ เฉลี่ยวันละ 336 คน หรือคิดเป็น 122,757 คน/ปี

*** ผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เฉลี่ยวันละ 215 คน หรือคิดเป็น 78,540 คนต่อปี 

✨โรคมะเร็งยอดฮิต ที่คุกคามชีวิตผู้ชาย✨

    ➧มะเร็งตับและท่อน้ำดี
    ➧มะเร็งปอด
    ➧มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
    ➧มะเร็งต่อมลูกหมาก
    ➧มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

✨โรคมะเร็งยอดฮิต ที่คุกคามชีวิตผู้หญิง✨

    ➧มะเร็งเต้านม
    ➧มะเร็งตับและท่อน้ำดี
    ➧มะเร็งปากมดลูก
    ➧มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
    ➧มะเร็งปอด

✨สัญญาณอันตรายที่พึงระวังว่า คุณมีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง ประกอบด้วย✨

  ➧ ระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะมีการเปลี่ยนแปลง อาทิ ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด
  ➧ มีอาการกลืนอาหารลำบาก หรือเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน
  ➧ มีอาการเสียงแหบ และไอเรื้อรัง
  ➧ มีเลือดออกผิดปกติจากทวารต่างๆ
  ➧ มีก้อนตุ่มขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  ➧ ไฝ หรือหูดตามร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง
  ➧ มีบาดแผล แต่รักษาไม่ยอมหาย

ทั้งนี้ สัญญาณที่กล่าวมาในข้างต้น หากมีอาการนานกว่า 2-3 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที


✨วิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง✨

    ➧หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    ➧ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
    ➧ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก
    ➧ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    ➧ลดหรือหยุดสูบบุหรี่ และไม่สูดดมควันบุหรี่
    ➧ไม่รับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อาทิ อาหารที่มีราขึ้น หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ
    ➧ไม่ควรตากแดดเป็นเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ฯลฯ

เพียงปฏิบัติตัวตามนี้ คุณก็สามารถใช้ชีวิตโดยห่างไกล จากความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้แล้ว




ที่มา : www.sanook.com

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562

อาการที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อ "โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง"


ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง อันได้แก่ กระเพาะปัสสาวะลงมาจนถึงท่อปัสสาวะนั้น การเกิด โรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมาก อย่างเช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคต่อมลูกหมากโต โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

อาการโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

โรคของอวัยวะของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างนั้น มักจะเกิดอาการที่เรียกว่า ลุทส์ (LUTS: Lower Urinary Tract Symptoms) ซึ่งประกอบด้วยอาการดังต่อไปนี้ คือ

   ➧ปัสสาวะกลางวันบ่อยกว่า 5 ครั้ง ทั้งที่ดื่มน้ำในปริมาณปกติ
   ➧ปัสสาวะกลางคืน หมายถึงหลับสนิทไปแล้ว ลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยกว่า 2 ครั้ง หากเกิน 5 ครั้ง ถือว่าผิดปกติมาก
   ➧รู้สึกกลั้นปัสสาวะได้ยาก หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หากปัสสาวะขึ้นมา อาจมีบางครั้งที่ปัสสาวะราด โดยไม่สามารถกลั้นได้
   ➧มีความรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่า 5 ครั้ง หรือปวดปัสสาวะตลอดเวลา หากรู้สึกปวดปัสสาวะต้องไปทันที แต่ก็ไม่มีปัสสาวะ หรือปัสสาวะน้อยมาก
   ➧ปัสสาวะต้องรอ ไม่สามารถปัสสาวะได้เลย ทั้งที่อยู่ที่โถแล้ว
   ➧ปัสสาวะแต่ละครั้งต้องเบ่งอย่างมาก หรือบางคนต้องกดหน้าท้องแทบทุกครั้ง เพื่อให้ปัสสาวะออกมา
   ➧ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือพุ่งไม่แรงตามปกติ
   ➧ปัสสาวะไม่ไหลต่อเนื่อง ปัสสาวะเป็นขยัก
   ➧มีปัสสาวะหยดลงมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะสุดแล้ว
   ➧รู้สึกปัสสาวะคงค้าง ทั้งที่ปัสสาวะสุดแล้ว

✨การรักษาโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง✨

อาการทั้งหมดนี้ อาจเกิดจากพฤติกรรมการดื่มน้ำ พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็สามารถแก้ไขได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หากอาการดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดื่มน้ำ หรือกลั้นปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์ โดยเบื้องต้น ทางแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปจะซักประวัติ LUTS ตรวจร่างกาย เพื่อดูความผิดปกติของหน้าท้องส่วนล่าง ความผิดปกติของต่อมลูกหมาก ความผิดปกติของระบบประสาทไขสันหลัง หรือกระทั่งการติดเชื้อ ในบางรายอาจต้องตรวจปัสสาวะ การได้ประวัติอาการ LUTS ที่ชัดเจน ตรวจร่างกาย และตรวจปัสสาวะเบื้องต้นนั้น สามารถวินิจฉัยโรคได้แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง หากแต่ผลการตรวจปัสสาวะปกติ ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน อาการ LUTS ไม่ตรงไปตรงมา แพทย์จะปรึกษาศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อหาสาเหตุ วินิจฉัย และรักษาต่อไป



ที่มา : www.sanook.com

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562

คำถามวัดใจ คู่รักต่างวัย!!


อายุอาจไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคู่รักหลาย ๆ คู่ แต่ในบางครั้งความรักต่างวัยก็อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายได้เช่นกัน เพราะนอกจากอายุที่ต่างกันแล้ว ความคิด มุมมอง และเป้าหมายการใช้ชีวิตของทั้งสองคนอาจแตกต่างกันด้วย และอาจนำมาซึ่งปัญหาหรือความไม่เข้าใจกันจนนำไปสู่การจบความสัมพันธ์ที่เคยหวานชื่นในที่สุดได้

แต่ใช่ว่ารักต่างวัยจะไม่ราบรื่นเสมอไป เพราะมีคู่รักหลายคู่ที่สามารถปรับทัศนคติและครองรักกันได้อย่างมีความสุข หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีรักต่างวัยอยู่แล้วล่ะก็ ลองสังเกตความสัมพันธ์ ทบทวนตัวเอง และตอบคำถามเหล่านี้ดูว่ารักครั้งนี้จะรอดหรือจะล่ม แล้วพอจะปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง มาดูกันเลย !!

😍ไลฟ์สไตล์เข้ากันได้หรือไม่ ?
อายุที่ห่างกันมากอาจทำให้ความชอบและความสนใจต่างกันไปด้วย โดยทั้งคู่อาจชื่นชอบภาพยนตร์ เพลง งานอดิเรก การแต่งตัว หรือรสนิยมด้านอื่น ๆ จากยุคสมัยที่ต่างกัน จึงทำให้มีความสนใจไปในคนละทิศทาง และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ได้ ในทางกลับกันหากทั้งสองคนมีความชอบส่วนบุุคคลที่คล้ายคลึงกันก็อาจช่วยเติมสีสันและทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

😍คาดหวังกับคนรักมากไปหรือไม่ ?
บ่อยครั้งที่คู่รักต่างวัยหลายคู่มักคาดหวังให้อีกฝ่ายมีนิสัย ความคิด และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เป็นไปตามอายุ แต่ความจริงแล้วคนรักที่อายุมากกว่าอาจไม่ได้ฉลาดหรือมีประสบการณ์มากไปกว่าอีกฝ่าย ในขณะเดียวกันคนรักที่อายุน้อยกว่าก็อาจไม่ได้ชื่นชอบการผจญภัยหรือการทำกิจกรรมใหม่ ๆ และถึงแม้ว่าคนรักจะมีนิสัยหรือทัศนคติตามที่คิดไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่าง ๆ ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน บางคู่อาจพบว่าคนรักที่มีอายุน้อยกว่าอาจไม่ต้องการคำปรึกษาแนะนำจากอีกฝ่าย ส่วนคนรักที่อายุมากกว่าก็อาจรู้สึกเบื่อที่อีกฝ่ายใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

😍เป้าหมายในชีวิตสอดคล้องกันหรือไม่ ?
เป้าหมายของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามอายุ ซึ่งคู่รักต่างวัยก็อาจมีเป้าหมายในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน โดยอีกฝ่ายอาจอยากใช้ชีวิตไปกับการท่องเที่ยว ในขณะที่อีกฝ่ายอาจอยากมีลูกและสร้างครอบครัวที่มั่นคง ดังนั้น การรับรู้เป้าหมายในชีวิตของแต่ละฝ่ายอาจช่วยให้เข้าใจกันและสามารถกำหนดเป้าหมายในอนาคตร่วมกันได้

😍แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิตคู่บ้างหรือไม่ ?
การพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองชีวิตคู่ถือเป็นเรื่องสำคัญของคู่รักต่างวัย เพราะเมื่อความสัมพันธ์ดำเนินมาอย่างมั่นคงจนถึงจุดที่รู้สึกอยากแต่งงาน แต่หากต่างฝ่ายต่างมีคนรอบข้างและสังคมแวดล้อมที่แตกต่างกัน อย่างฝ่ายหนึ่งอาจแวดล้อมด้วยผู้คนที่แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว ในขณะที่อีกฝ่ายอาจมีเพื่อน ๆ ที่ยังไม่แต่งงาน สถานการณ์นี้ก็อาจทำให้ทั้งคู่ต้องเผชิญกับความคาดหวังและแรงกดดันที่ต่างกัน ดังนั้น การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการใช้ชีวิตคู่จะช่วยให้สามารถกำหนดได้ว่าควรดำเนินความสัมพันธ์ไปข้างหน้าอย่างไรให้ลงตัวที่สุด

😍ทัศนคติเรื่องการมีลูกตรงกันหรือไม่ ?
ความคิดเรื่องการมีเจ้าตัวน้อยและวิธีการเลี้ยงเด็กก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับคู่รักต่างวัย เพราะแนวทางการเลี้ยงลูกของคนในช่วงอายุ 20 หรือ 30 ปี อาจแตกต่างจากผู้ที่มีอายุในช่วง 40-60 ปี ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายควรพูดคุยและตัดสินใจเรื่องการมีลูกและการเลี้ยงดูลูกร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมและวางบทบาทของคุณพ่อคุณแม่ในอนาคตที่คิดเห็นตรงกัน

😍ครอบครัวและเพื่อนเห็นด้วยกับรักครั้งนี้หรือไม่ ?
การมีครอบครัวและเพื่อนที่สนับสนุนความสัมพันธ์ของคู่รักต่างวัยถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากมีคู่รักจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญสภาวะที่ครอบครัวหรือคนรอบข้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับความสัมพันธ์แบบรักต่างวัย ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตึงเครียดจนอาจต้องเลิกรากันในที่สุด

😍วางแผนการเงินในอนาคตบ้างหรือไม่ ?
หากความสัมพันธ์ของคู่รักต่างวัยดำเนินมาอย่างยาวนาน การขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อวางแผนการใช้เงินในอนาคตให้เพียงพอและเหมาะสมสำหรับทั้งสองฝ่ายก็ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยช่วงอายุที่ห่างกันมากอาจทำให้ทั้งคู่ต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับการเกษียณอายุงาน เพื่อให้มีเงินไว้ใช้จ่ายในยามชราได้อย่างไม่ขัดสน

😍พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตามอายุของคนรักได้หรือไม่ ?
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น สมรรถภาพร่างกายก็อาจเสื่อมถอยตามไปด้วย ดังนั้น คนรักที่มีอายุน้อยกว่าอาจต้องรับมือกับปัญหาสุขภาพและสภาพร่างกายที่เสื่อมลงของอีกฝ่าย แม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวในขณะที่คบกัน แต่การวางแผนและเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คู่รักต่างวัยสามารถรับมือกับปัญหาความเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นตามอายุได้

😍ความต้องการทางเพศเท่ากันหรือไม่ ?
อายุที่ต่างกันมากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเพศของทั้งคู่ได้ โดยอายุที่เพิ่มมากขึ้นอาจทำให้ฝ่ายชายมีความผิดปกติทางเพศอย่างอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ในขณะที่ฝ่ายหญิงอาจมีแรงขับทางเพศลดน้อยลงหรืออาจมีปัญหาไปไม่ถึงจุดสุดยอด ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสุขทางเพศและความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่านอกจากอายุแล้ว นิสัย ความชอบ ทัศนคติ แนวทางการใช้ชีวิต และเป้าหมายในชีวิต ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักต่างวัยดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคง ดังนั้น แม้จะมองข้ามเงื่อนไขที่วัยต่างกัน ผู้ที่กำลังมีความรักต่างวัยก็ควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย แล้วพิจารณาว่าควรจับมือกันเดินหน้า หรือควรตัดสินใจจบความสัมพันธ์ลงด้วยดี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ไปพบกับคนรักที่เข้ากันได้มากกว่าต่อไป



ที่มา : www.pobpad.com

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562

"สัตว์เลี้ยงแสนรัก" กับโรคที่อาจแพร่มาสู่คนในบ้าน


การมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน ทั้งสุนัข แมว แฮมสเตอร์ หรือสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ อาจเป็นวิธีที่พ่อแม่ฝึกให้บุตรหลานมีความอ่อนโยน รับผิดชอบ และรู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม แม้จะพบได้ไม่บ่อยนัก แต่สัตว์เหล่านั้นก็อาจนำพาเชื้อโรคบางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคอันตรายมาสู่คนในบ้านได้ ซึ่งการรักษาความสะอาดภายในบ้านและสถานที่ใช้เลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงแสนรักก็เป็นวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดโรคได้

✨สัตว์เลี้ยงแพร่เชื้อโรคได้อย่างไร ?✨

เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต และเชื้อราบางชนิด สามารถแพร่กระจายมาสู่คนได้ผ่านการข่วน กัด สัมผัสกับน้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ หรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง เชื้อเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกับเจ้าของและคนในบ้าน โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี หญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจมีโอกาสติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยงได้มากกว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง

โรคติดต่อจากสุนัขและแมว

➧ โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเรบีส์ ซึ่งสัตว์ที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนหรือสัตว์อื่น ๆ ได้ด้วยการกัด และหากแผลตามร่างกาย เยื่อบุตา หรือปาก สัมผัสกับน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อนั้น ๆ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน
➧ โรคกลาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราและพบมากในลูกแมว โรคกลากจะทำให้สัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อมีขนร่วงเป็นกระจุก หากแพร่กระจายมาสู่มนุษย์จะทำให้มีตุ่มแดง คัน และมีผิวหนังเป็นขุยสีขาวบริเวณรอบ ๆ ซึ่งอาจเกิดบริเวณหนังศีรษะ เท้า ขาหนีบ หรือผิวหนังส่วนอื่นของร่างกาย
โรคติดเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Campylobacter Jejuni ที่พบได้ทั้งในสุนัข แมว แฮมสเตอร์ นก และปศุสัตว์บางชนิด ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่สัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียที่อาจอยู่ในน้ำ อุจจาระ เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรือนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ มีอาการท้องเสีย ปวดท้อง หรือมีไข้
โรคแมวข่วน เกิดจากการถูกแมวที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Bartonella Henselae กัดหรือข่วน ส่งผลให้ผู้ที่ติดเชื้อมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งโดยปกติแล้วอาการเหล่านี้สามารถดีขึ้นเองได้แม้ไม่ได้รับการรักษา
➧ โรคพยาธิตัวกลม เป็นการติดเชื้อพยาธิที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของสุนัขและแมว หากเด็ก ๆ เล่นดินที่มีไข่พยาธิปนอยู่แล้วไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร จะทำให้ไข่ฟักตัวในลำไส้ จากนั้นตัวอ่อนจะกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ จนส่งผลให้เกิดอาการ เช่น ไอ มีไข้ หายใจมีเสียงหวีด เกิดผื่นคันขึ้นตามร่างกาย ตับโต หรือต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น
โรคทอกโซพลาสโมซิส เกิดจากการสัมผัสอุจจาระของแมว ส่งผลให้มีอาการอ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ เจ็บคอ และมีผื่นขึ้นตามร่างกาย แม้จะไม่ทำให้ผู้ที่มีสุขภาพดีเกิดอาการใด ๆ หลังติดเชื้อ แต่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรงต่อผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันหรือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์แท้งลูกหรือคลอดก่อนกำหนด ทั้งยังอาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการป่วยอย่างรุนแรงและตาบอดได้
➧ โรคไลม์ แม้สัตว์เลี้ยงจะไม่สามารถแพร่โรคนี้มาสู่เจ้าของได้โดยตรง แต่เห็บจากสัตว์เลี้ยงชนิด Backlegged หรือ Deer Tick ที่พบในแถบทวีปเอเชีย สามารถติดเชื้อแบคทีเรีย Borrelia Garinii แล้วแพร่มาสู่คนได้ โดยหลังจากโดนเห็บกัดประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะมีผื่นแดงลักษณะคล้ายเป้ายิงปืนเป็นวงสีแดงซ้อนกัน 2 วงบริเวณที่โดนกัด หากเชื้อแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้วไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ข้ออักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอาการมือเท้าชา หรือมีอาการทางสมอง

โรคติดต่อจากนก

การเลี้ยงนกชนิดต่าง ๆ อาจทำให้เกิดโรคได้ เช่น 

   ➧ โรคคริปโตคอกโคสิส ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ติดต่อผ่านการหายใจนำอากาศที่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่พบในมูลของนกเข้าไปในร่างกาย โดยเฉพาะนกพิราบ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรงอย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันหรือผู้ป่วยโรคมะเร็ง
   ➧ โรคซิทตาโคสิส หรือโรคนกแก้ว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากการสัมผัสกับมูลหรือสะเก็ดผิวหนังของนก รวมถึงฝุ่นละอองที่ก่อตัวขึ้นในกรงนก ซึ่งทำให้มีอาการไอ มีไข้สูง และปวดศีรษะ

โรคติดต่อจากหนูและแฮมสเตอร์

อาจเกิดการติดเชื้อไวรัส Lymphocytic Choriomeningitis ผ่านทางการหายใจนำอากาศที่มีอนุภาคจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูที่ติดเชื้อเข้าไปในร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการคล้ายเป็นหวัด อ่อนเพลีย มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจส่งผลให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบและสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสได้ ส่วนผู้หญิงที่ติดเชื้อนี้ในระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ติดเชื้อไปด้วยได้เช่นกัน

โรคติดต่อจากสัตว์เลื้อยคลาน

จิ้งจก งู เต่า กบ คางคก ซาลามานเดอร์ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหรือสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ อาจทำให้เกิดโรคซาลโมแนลโลสิส ซึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย Salmonella ในอุจจาระของสัตว์เลื้อยคลายและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ โดยติดต่อจากการสัมผัสผิวหนัง กรง หรือบริเวณที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่ติดเชื้อ ส่งผลให้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ อีกทั้งยังอาจทำให้เด็กเล็กที่สัมผัสกับเชื้อมีอาการป่วยที่รุนแรง เกิดภาวะขาดน้ำ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

✨นำสัตว์เลี้ยงมานอนบนเตียงได้หรือไม่ ?✨

หากคุณเคยให้สัตว์เลี้ยงนอนร่วมกับคนแล้วไม่รบกวนการนอนหรือไม่ส่งผลให้เกิดอาการป่วยแต่อย่างใด ก็สามารถให้นอนร่วมกันได้ตามปกติ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยง เป็นโรคหอบหืด หรือมีปัญหาในการนอนหลับ ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมานอนด้วยบนเตียงหรือแม้แต่ภายในห้องนอน

✨เทคนิคดูแลสัตว์เลี้ยงให้ปลอดภัยต่อคนในบ้าน✨

   ➧ ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัส เล่น หรือให้อาหารสัตว์ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่คลานบนพื้นหรืออาจนำมือเข้าปาก
   ➧ หลีกเลี่ยงการจูบ การนำปากเข้าไปใกล้ ๆ สัตว์เลี้ยง หรือการรับประทานอาหารจานเดียวกันกับสัตว์เลี้ยง เพราะเชื้อโรคส่วนใหญ่มักแพร่กระจายผ่านทางน้ำลาย
   ➧ ไม่ให้สัตว์เลี้ยงขึ้นบนโต๊ะอาหารหรือเข้าไปในบริเวณที่เตรียมอาหาร รวมถึงไม่ควรอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงในอ่างล้างจานหรืออ่างอาบน้ำของตนเอง
   ➧ อาบน้ำทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ และพาไปหาสัตวแพทย์เพื่อรับวัคซีนที่จำเป็น รวมถึงระมัดระวังเกี่ยวกับปัญหาเห็บหมัดที่อาจเป็นพานะนำโรคจากสัตว์มาสู่คนได้
   ➧ ทำความสะอาดกรง รวมถึงบริเวณรอบ ๆ ที่อยู่ของสัตว์ และกำจัดมูลของสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งไม่ควรให้เด็ก ๆ เข้าไปเล่นในบริเวณที่เป็นที่ขับถ่ายของสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
   ➧ ขณะทำความสะอาดกรงหรือที่อยู่ของสัตว์เลี้ยง ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือปิดปากและจมูกทุกครั้ง รวมทั้งขณะที่ทำความสะอาดกระบะทรายของแมว เพื่อป้องกันการหายใจเอาละอองหรือเชื้อโรคที่อาจก่อให้เกิดโรคเข้าสู่ร่างกาย
   ➧ ไม่ควรรับเลี้ยงสัตว์ป่าหรือสัตว์ที่ป่วย
   ➧ ควรพาสัตว์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ไปตรวจรักษาโรคก่อนนำมาเลี้ยงร่วมกับสัตว์ตัวอื่น ๆ และควรแยกสัตว์ป่วยออก เมื่อรักษาจนหายดีแล้วจึงนำมาเลี้ยงร่วมกันตามปกติ

นอกจากการติดเชื้อโรคต่าง ๆ การถูกแมวหรือสุนัขกัด โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าหรือมือ ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและปัญหารุนแรงอื่น ๆ ตามมาได้ หากโดนแมวข่วนอาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงกว่าสุนัขข่วน เพราะเล็บแมวมีความแหลมคมจนฝังเข้าไปได้ลึกกว่าเล็บของสุนัข และสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้ดูเล่นชนิดอื่น ๆ ก็อาจมีพิษหรือดุร้าย อาจเสี่ยงเกิดอันตรายต่อเด็กและคนในบ้านได้เช่นกัน ดังนั้น หากต้องการเลี้ยงสัตว์ ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของคนในบ้าน รวมทั้งจัดการดูแลสัตว์เลี้ยงให้อยู่อย่างถูกสุขลักษณะด้วย เพื่อป้องกันอันตรายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด



ที่มา : www.pobpad.com

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562

อาการหลังคลอด!! เรื่องที่คุณแม่ควรรู้และดูแลตัวเอง


ช่วงเวลาหลังคลอด คุณแม่ลูกอ่อนอาจง่วนอยู่กับการดูแลเจ้าตัวน้อยทั้งวันทั้งคืนจนละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าระยะนี้เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวหลังจากต้องอุ้มท้องนานถึง 9 เดือน คุณแม่ควรเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น และพร้อมดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ด้วย

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่หลังคลอด

ระยะหลังคลอด หรือประมาณ 6 สัปดาห์แรกหลังจากคลอดลูก เป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่เกิดการเปลี่ยนแปลงและกำลังฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ โดยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่คุณแม่มักประสบในช่วงนี้ มีดังนี้

อาการเจ็บแผลผ่าคลอด
โดยปกติคุณแม่ที่ผ่าคลอดจะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 วัน แพทย์จึงอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ ซึ่งอาจใช้เวลาต่ออีกประมาณ 6-8 สัปดาห์ แผลผ่าคลอดจึงปิดสนิทและสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ในระหว่างนี้จนกว่าร่างกายจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อแผล อย่างการทำงานบ้าน การออกกำลังกาย หรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่ให้ลุกเดินช้า ๆ เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันและอาการท้องผูก นอกจากนั้น ควรใช้มือประคองหน้าท้องไว้ระหว่างที่ไอหรือจามด้วย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดกับแผล

อาการเจ็บช่องคลอด
คุณแม่ที่คลอดธรรมชาติและต้องตัดฝีเย็บเพื่อขยายปากช่องคลอด หรือช่องคลอดฉีกขาดระหว่างคลอด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณช่องคลอดราว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาที่แผลสมานตัวจะขึ้นอยู่กับขนาดของแผล

โดยคำแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลได้

➧ นั่งบนหมอนหรือเบาะรองนั่งทรงวงแหวน
➧ใช้เจลเก็บความเย็นประคบที่แผล
➧ใช้แผ่นแปะที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากต้นวิชฮาเซล โดยนำไปแช่เย็นแล้ววางลงบนผ้าอนามัย ก่อนสวมใส่ชั้นในตามปกติ เพราะสารสกัดชนิดนี้อาจมีสรรพคุณช่วยลดอาการคัน อาการเจ็บปวด หรือการอักเสบได้
➧นั่งแช่น้ำอุ่นประมาณ 5 นาที โดยเติมน้ำในอ่างให้มิดสะโพก ทั้งนี้ หากรู้สึกว่าน้ำเย็นช่วยให้อาการเจ็บทุเลาลงมากกว่า สามารถเปลี่ยนจากการแช่น้ำอุ่นเป็นน้ำเย็นได้เช่นกัน
➧ใช้ขวดพลาสติกชนิดบีบพ่นได้พ่นน้ำอุ่นลงบนฝีเย็บ ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างช่องคลอดและทวารหนัก
➧รับประทานยาแก้ปวดหรือทายาชาชนิดครีมหรือสเปรย์ รวมถึงรับประทานยาระบายหรือยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มเพื่อป้องกันอาการท้องผูก และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ยาชนิดใด ๆ เสมอ

แต่หากคุณแม่รู้สึกเจ็บแผลมาก แผลสมานตัวช้า หรือรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อได้

อาการคัดเต้านม
การให้นมลูกอาจช่วยลดอาการคัดตึงเต้านมได้ ซึ่งเต้านมที่คัดตึงมักส่งผลให้ลูกน้อยดูดนมได้ยาก คุณแม่จึงควรบีบน้ำนมด้วยมือหรือใช้เครื่องปั๊มนม เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหลออกมาเล็กน้อยก่อนให้ลูกเข้าเต้า ซึ่งการประคบเต้านมด้วยผ้าอุ่นหรือการอาบน้ำอุ่นก่อนให้ลูกดูดนม อาจช่วยให้น้ำนมไหลออกมาง่ายขึ้น นอกจากนั้น การใช้ผ้าเย็นประคบเต้านมระหว่างที่ให้นมหรือการรับประทานยาแก้ปวดก็เป็นวิธีที่อาจช่วยลดอาการคัดตึงเต้านมได้เช่นกัน

ริดสีดวงทวารและท้องผูก
อาการเจ็บระหว่างถ่ายอุจจาระ หรืออาการบวมรอบ ๆ ทวารหนัก อาจเป็นสัญญาณของโรคริดสีดวงทวาร ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักหรือลำไส้ตรงส่วนล่างมีการโป่งพอง หากคุณแม่พบอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที และปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ในระหว่างเข้ารับการรักษา เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดหรือคันจากริดสีดวง

➧ทาครีมรักษาริดสีดวง หรือใช้ยาเหน็บที่มีส่วนผสมของไฮโดรคอร์ติโซน
➧ใช้แผ่นแปะที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากต้นวิชฮาเซล หรือสารที่ทำให้รู้สึกชา
➧นั่งแช่น้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

ทั้งนี้ แผลจากการตัดฝีเย็บหรือริดสีดวงทวารอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บจนไม่อยากถ่ายอุจจาระ ซึ่งอาจส่งผลให้ท้องผูกตามมาได้ ดังนั้น คุณแม่จึงควรเน้นกินอาหารที่มีเส้นใยสูง อย่างผัก ผลไม้ หรือธัญพืช และดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น แต่หากปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นแล้วยังมีปัญหาในการถ่ายอุจจาระ ควรไปปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

ภาวะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
การเกร็งกล้ามเนื้อระหว่างคลอดอาจทำให้คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมีปัญหาในการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ จึงอาจมีอาการปัสสาวะเล็ดเมื่อไอ จาม หรือหัวเราะ โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บครรภ์คลอดนานผิดปกติอาจมีโอกาสเป็นภาวะนี้สูงขึ้น ซึ่งอาการผิดปกติต่าง ๆ จะค่อย ๆ หายไปใน 2-3 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น ในระหว่างนี้คุณแม่ควรสวมใส่ผ้าอนามัย และหมั่นบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยท่าฝึกกระชับช่องคลอด (Kegel Excercises) เป็นประจำ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวกลับมาทำงานเป็นปกติได้เร็วขึ้น

อาการร้อนวูบวาบและหนาวใน
ระดับฮอร์โมนและการไหลเวียนเลือดที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากคลอดเจ้าตัวน้อย อาจส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิภายในร่างกาย และทำให้คุณแม่รู้สึกร้อนวูบวาบหรือหนาวผิดปกติ

น้ำคาวปลา
คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกน้อยจะมีน้ำคาวปลาไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นของเหลวที่ประกอบด้วยเลือด เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอก และแบคทีเรีย ในระยะแรกน้ำคาวปลาจะมีสีแดงเข้มและข้นคล้ายประจำเดือน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ เหลวขึ้นและมีสีอ่อนลงจนกลายเป็นสีขาวขุ่นหรือสีเหลืองอ่อน โดยปกติน้ำคาวปลาจะหมดภายใน 2-4 สัปดาห์หลังคลอด แม้บางครั้งอาจเกิดขึ้นนานกว่านั้น แต่ไม่ควรนานเกิน 6 สัปดาห์

น้ำหนักลด
รูปร่างของคุณแม่หลังจากคลอดลูกน้อยในระยะแรกจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยส่วนใหญ่คุณแม่เพิ่งคลอดจะมีน้ำหนักลดลงประมาณ 6 กิโลกรัม เนื่องจากน้ำหนักของทารกในครรภ์ รก และน้ำคร่ำได้หายไปพร้อมการคลอด หลังจากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ ขับของเหลวส่วนเกินออกมา ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงไปอีก ทั้งนี้ การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และหมั่นออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีและกลับมามีรูปร่างกระชับดังเดิม

ผมร่วง
ระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ส่งผลให้อัตราการงอกใหม่ของเส้นผมสูงขึ้น หญิงตั้งครรภ์จึงดูมีผมดกหนา ในทางกลับกัน ระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงหลังจากคลอดลูกน้อยนั้นก็ทำให้ผมร่วงมากขึ้นด้วย ซึ่งอัตราการร่วงจะค่อย ๆ น้อยลงและกลับสู่ภาวะปกติภายใน 5 เดือน

ผิวแตกลาย
เส้นที่ปรากฏบริเวณผิวหนังหรือที่เรียกว่าผิวแตกลาย เกิดจากการขยายขนาดของผิวหนังอย่างรวดเร็วอย่างการตั้งครรภ์ โดยจะมีลักษณะเป็นริ้ว มักมีสีชมพูหรือสีแดงตามสภาพผิวหนังของแต่ละคน ซึ่งหญิงตั้งครรภ์อาจสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ชัดเจนจากผิวหนังบริเวณหน้าท้อง และรอยแตกลายนี้จะยังคงอยู่แม้คลอดลูกแล้วก็ตาม แต่สีที่เข้มจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนั้น การตั้งครรภ์อาจส่งผลให้เกิดฝ้าบนใบหน้าด้วย ซึ่งรอยฝ้าจะค่อย ๆ จางลงหลังจากคลอดลูกเช่นกัน แต่หากต้องการลดเลือนรอยแตกลายดังกล่าว อาจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้เจลหรือครีมบำรุงต่าง ๆ หรืออาจใช้วิธีการอื่น ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ

การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของคุณแม่หลังคลอด

นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย คุณแม่ลูกอ่อนอาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และสภาพจิตใจด้วย ดังนี้

อาการเศร้าหลังคลอด
เป็นปกติที่คุณแม่จะมีอาการหงุดหงิด เศร้า เสียใจ หรือวิตกกังวล ในช่วงแรกหลังคลอด ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ความอ่อนเพลีย การคลอดที่ผิดปกติอย่างการคลอดก่อนกำหนด หรือความไม่คุ้นชินกับบทบาทใหม่อย่างการเป็นคุณแม่ โดยอารมณ์ของคุณแม่อาจกลับสู่ภาวะปกติเองภายใน 1-2 สัปดาห์

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
แม้ความรู้สึกเศร้าจะเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด แต่อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิดในใจ หรืออารมณ์แปรปรวนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือเกิดติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งผู้ที่มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หรือผู้ที่ต้องเผชิญกับความเครียด อาจมีโอกาสเผชิญภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมากกว่าปกติ ทั้งนี้ หากพบว่าตนเองมีอาการบ่งชี้ของภาวะซึมเศร้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที

คำแนะนำในการดูตัวเองของคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีและอาจช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

➧พักผ่อนให้เพียงพอ โดยหาเวลาให้ตัวเองได้พักให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างการนอนหลับเมื่อลูกนอนหลับ
➧กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
➧ไม่ยกของที่มีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักตัวของลูกน้อย
➧ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนผ้าอ้อม รวมถึงก่อนป้อนนมหรือให้อาหารเจ้าตัวน้อย
➧เสริมสร้างอารมณ์และทัศนคติที่ดีให้แก่ตนเอง อย่างการทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกสบายใจ
➧สร้างตารางกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันอย่างคร่าว ๆ ไม่กดดันตัวเองมากจนเกินไป เพราะเป็นเรื่องปกติที่คุณแม่จะยังไม่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ จึงควรปรับพฤติกรรมไปทีละน้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
➧หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นบันไดในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด
➧หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นงานบ้านหรืองานประจำ
➧หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังคลอด
➧หากรู้สึกเหนื่อยล้า ควรหาผู้ช่วยมาดูแลลูกน้อย เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่เลี้ยง เป็นต้น

อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ ?

คุณแม่ควรสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเองอยู่เสมอ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยให้รีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้

➧มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ หรือเลือดไหลออกมามากขึ้น
➧มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่มากผิดปกติหลุดออกมาจากช่องคลอด
➧หนาวสั่น หรือมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
➧อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หรือหมดสติ
➧ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดมากผิดปกติ
➧การมองเห็นผิดปกติ
➧น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นรุนแรง
➧เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือใจสั่น
➧แผลผ่าคลอด หรือแผลจากการตัดฝีเย็บ มีอาการบวม แดง หรือมีหนอง
➧ปวดท้องส่วนล่าง
➧เจ็บเต้านม เต้านมแดง และรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัส
➧เจ็บขาร่วมกับมีอาการบวมแดง
➧ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์


ที่มา :  www.pobpad.com

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562

"เสียงในหู" สาเหตุของความผิดปกติ และวิธีการรับมือ


หลายคนอาจเคยได้ยินเสียงในหูกันมาบ้าง ซึ่งเป็นเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นภายในหูและมักมีเสียงหลายรูปแบบ อาจเกิดเพียงแค่ชั่วคราวหรือในบางรายอาจเกิดอย่างถาวรก็ได้ แม้โดยทั่วไปถือเป็นอาการที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็อาจสร้างความรำคาญ รบกวนสมาธิ รวมถึงทำให้เกิดปัญหาในการนอนหลับตอนกลางคืนได้อีกด้วย

เสียงในหูเป็นอย่างไร ?

เสียงในหูที่หลายคนได้ยินนั้นอาจแตกต่างกันไป เช่น ได้ยินเป็นเสียงฮึมฮัม เสียงสะท้อน เสียงดังกริ๊ก เสียงตามจังหวะหัวใจหรือชีพจร หรือเสียงคล้ายเครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งอาจแตกต่างกันตามระดับเสียงที่มีทั้งเสียงต่ำไปจนถึงเสียงสูง โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับหูเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และจะได้ยินเสียงชัดเจนที่สุดเมื่ออยู่ในสถานที่เงียบ ๆ ทั้งนี้ อาการเสียงในหูอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต หรือทำให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น หงุดหงิด อ่อนเพลีย เครียด วิตกกังวล มีปัญหาด้านความจำหรือการนอนหลับ เป็นต้น

เสียงในหูเกิดจากอะไร ?

ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดเสียงในหู มีดังนี้

➧ เสียงดัง หากฟังเสียงดังจากแหล่งต่าง ๆ เป็นเวลานาน เช่น การเปิดเพลงและดนตรี งานคอนเสิร์ต เครื่องจักรกล อาวุธปืน เป็นต้น อาจทำให้เกิดความเสียหายภายในหูอย่างชั่วคราวหรือถาวรได้
➧ อายุ อาการเสียงในหูมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพราะการทำงานของเส้นประสาทหูอาจเสื่อมลง โดยอาการนี้อาจเกิดขึ้นกับหูทั้งสองข้างของผู้สูงอายุ
➧ ขี้หูอุดตัน หากมีขี้หูสะสมเป็นปริมาณมากอาจทำให้เกิดการอุดตันขึ้น ซึ่งอาจทำให้แก้วหูระคายเคืองหรือสูญเสียการได้ยินได้ด้วย
➧ หูติดเชื้อและไซนัสอักเสบ อาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยเป็นหวัด จึงส่งผลต่อการได้ยิน เนื่องจากเกิดความดันเพิ่มสูงขึ้นบริเวณโพรงไซนัส
➧ กระดูกหูเกิดการเปลี่ยนแปลง การงอกของกระดูกในหูที่ผิดปกติอาจส่งผลต่อการได้ยินและทำให้เกิดเสียงในหูได้
➧ โรคและความผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดฝอยผิดปกติ ภาวะหลอดเลือดแข็ง เลือดไหลเป็นแบบกระแสแบบไหลวน การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง การเกิดเนื้องอกหลอดเลือด เป็นต้น
➧ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาขับปัสสาวะ ยาควินิน ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาแอสไพริน และยาเคมีบำบัด เป็นต้น โดยอาการเสียงในหูมักจะหายไปเองหลังจากหยุดใช้ยา
➧ สาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร การบาดเจ็บที่ศีรษะและคอ การเกิดเนื้องอกเส้นประสาทหู ภาวะไฟโบรมัยอัลเจีย เป็นต้น ซึ่งแม้สาเหตุเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดเสียงในหูได้ แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก

สังเกตอาการเสียงในหู เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ ?

หากพบว่ามีเสียงในหูเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยอาการนั้นอาจแย่ลง รบกวนสมาธิ หรือส่งผลกระทบต่อการนอน รวมถึงหากเกิดเสียงในหูหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะร่วมกับสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าอ่อนแรงหรือเกิดอาการเวียนศีรษะ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ เนื่องจากอาจเกิดปัญหาสุขภาพอันตรายอื่น ๆ ตามมาได้

นอกจากนี้ หากเกิดเสียงในหูหลังจากติดเชื้อในทางเดินหายใจอย่างไข้หวัดแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา แต่หากมีอาการเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน หรือเกิดเสียงในหูพร้อมกับสูญเสียการได้ยินหรือเวียนหัว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

รับมืออาการเสียงในหูอย่างไรดี ?

ผู้ป่วยที่มีอาการเสียงในหูบางส่วนอาจรักษาให้หายได้ยาก แต่ที่สำคัญ คือ แพทย์ต้องดูแลอาการให้มั่นใจว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรงและผู้ป่วยเข้าใจอาการที่เป็นอยู่ของตน ส่วนการรักษาเมื่อเกิดเสียงในหูนั้น โดยทั่วไปจะต้องรักษาตามอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานี้ ซึ่งการปรับพฤติกรรมหรือการรักษาเสริมด้วยวิธีบางอย่างอาจมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้นได้ ดังนี้

➧ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการนี้ได้ เช่น เสียงดัง คาเฟอีน นิโคติน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น และควรควบคุมความเครียดด้วย เนื่องจากความเครียดสามารถทำให้อาการแย่ลงได้
➧ ใช้อุปกรณ์กลบเสียง โดยอาจใช้เสียงเพลงสบาย ๆ เสียงลมพัด เสียงวิทยุเบา ๆ เพื่อช่วยกลบเสียงในหู
➧ ใส่เครื่องช่วยฟัง สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยิน เครื่องช่วยฟังจะช่วยให้ผู้ป่วยได้ยินชัดเจนมากยิ่งขึ้นและช่วยลดอาการเสียงในหูด้วย
➧ ใช้ยารักษา อาจใช้ยารักษาภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อช่วยลดอาการในผู้ป่วยบางราย อย่างยากลุ่มไตรไซคลิก หรือยาคลายกังวล เช่น ยาอะมิทริปไทลีน ยานอร์ทริปไทลีน เป็นต้น



ที่มา : www.pobpad.com