BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

Slider

latest

Slider Right

randomposts6

ข่าวทั่วไป | News

ข่าวทั่วไป/block-1

สกุลเงินดิจิทัล | Cryptocurrency

Cryptocurrency/block-7

เทคโนโลยี | Technology

เทคโนโลยี/block-1

ท่องเที่ยว | Travel

ท่องเที่ยว/block-1

กฎหมายน่ารู้ | LAW

กฎหมาย/block-3

การเงิน | money-transfer

ธนาคาร/block-8

ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน | Cryptocurrency

Binance/block-9

สุขภาพและความงาม | health

สุขภาพและความงาม/block-2

เรื่องน่ารู้

เรื่องน่ารู้/block-2

บันเทิง คลิปตลก คลิปเด็ด ๆ | Video clip

คลิปวีดีโอ/block-1

ผญา สุภาษิต | Phya Suphasit

สุภาษิต/block-3

อนาคตโลก

อนาคตโลก/block-1

อนาคตไทย

อนาคตไทย/block-3

บิทคอยน์

bitcoin/block-3

FEATURED POSTS

Wallet

Latest Articles

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

คุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ ได้ผลจริงหรือ ?


การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติสามารถทำได้หลายวิธี เช่น นับวันปลอดภัย กำหนดระยะเวลาเจริญพันธุ์ สังเกตสารคัดหลั่งจากปากมดลูก วัดอุณหภูมิร่างกาย มีเพศสัมพันธ์ในระยะให้นมบุตร และหลั่งอสุจินอกช่องคลอด เป็นต้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์อยู่ที่ 88-99 เปอร์เซ็นต์ แต่โอกาสตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นหากละเลยคำแนะนำของแพทย์ หรือมีปัจจัยด้านอื่น ๆ อย่างปัจจัยทางสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

🔺การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติเป็นอย่างไร ?🔻

การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ คือ การป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึ่งการปรับฮอร์โมนหรือการใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดอื่น ๆ อย่างถุงยางอนามัยหรือห่วงอนามัย แต่เป็นการนับระยะปลอดภัย สังเกตช่วงเวลาและสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ต่ำหากมีเพศสัมพันธ์ในขณะนั้น หรือหลีกเลี่ยงการหลั่งอสุจิในช่องคลอด ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้

➧➧ การนับวันปลอดภัย เป็นการคาดคะเนช่วงเวลาไข่ตก ในขั้นแรกให้บันทึกรอบเดือนเป็นเวลา 6-12 เดือน โดยจดบันทึกวันแรกที่มีประจำเดือนกับวันสุดท้ายก่อนมีประจำเดือนรอบถัดไป แล้วนำมาคำนวณระยะเวลาที่มีประจำเดือนในแต่ละเดือน จากนั้นจึงคาดคะเนช่วงเวลาไข่ตกโดยนำจำนวนวันของรอบเดือนที่สั้นที่สุดมาลบด้วย 18 และนำจำนวนวันของรอบเดือนที่ยาวที่สุดมาลบด้วย 11 ซึ่งช่วงเวลาระหว่างวันที่ทั้ง 2 วันเป็นระยะที่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์เพราะมีโอกาสตั้งครรภ์สูง อย่างเช่นหากรอบเดือนที่สั้นที่สุด คือ 23 วัน ให้นำ 23-18 = 5 ส่วนรอบเดือนที่ยาวที่สุด คือ 30 ให้นำ 30-11 = 19 ดังนั้น ระหว่างวันที่ 5-19 ของรอบเดือนจะเป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากต้องการคุมกำเนิด แต่วิธีการนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์เพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเป็นเพียงการคาดคะเนวันไข่ตกจึงมีโอกาสผิดพลาดได้ การป้องกันด้วยวิธีนี้เพียงวิธีเดียวจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

➧➧ การกำหนดระยะเวลาเจริญพันธุ์ คล้ายกับวิธีการนับวันปลอดภัย แต่จะระบุช่วงเวลาที่ร่างกายอาจตกไข่ที่แน่นอนโดยไม่จำเป็นต้องคำนวณด้วยตนเอง นั่นคือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวันที่ 8-19 ของรอบเดือน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีรอบเดือนมากกว่า 26 วัน แต่น้อยกว่า 32 วัน

➧➧ การสังเกตสารคัดหลั่งจากปากมดลูก สังเกตมูก ตกขาว หรือสารคัดหลั่งจากปากมดลูก เพื่อคาดคะเนช่วงเวลาที่ไข่ตก โดยควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงไข่ตก ซึ่งจะมีมูกลักษณะใส ลื่น และค่อนข้างเหนียวคล้ายไข่ขาวดิบในปริมาณมาก

➧➧ การวัดอุณหภูมิร่างกาย โดยปกติอุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำลงก่อนถึงช่วงไข่ตก 12-24 ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเป็นปกติหลังจากไข่ตกแล้ว ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดจึงสามารถคาดคะเนช่วงไข่ตกได้จากการวัดอุณหภูมิร่างกายขณะพักเป็นประจำทุกวัน ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ หลังจากตื่นนอนตอนเช้า แล้วนำอุณหภูมิร่างกายแต่ละวันมาเปรียบเทียบกันเพื่อหาช่วงที่อุณหภูมิลดต่ำลง โดยให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่อุณหภูมิร่างกายลดลงและหลังจากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การคุมกำเนิดวิธีนี้มีโอกาสพลาดค่อนข้างสูง เพราะอุณหภูมิร่างกายอาจสูงขึ้นหรือต่ำลงจากปัจจัยอื่นได้เช่นกัน เช่น เป็นไข้ เครียด ดื่มแอลกอฮอล์ อุณหภูมิภายในห้องสูงหรือต่ำกว่าปกติ เป็นต้น

➧➧ การมีเพศสัมพันธ์ในระยะให้นมลูก โดยปกติไข่จะไม่ตกในช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมลูก หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลานี้ก็อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ต่ำ แต่วิธีนี้สามารถใช้ได้กับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกไม่เกิน 6 เดือนและยังไม่กลับมาเป็นประจำเดือน รวมถึงกำลังให้นมลูกจากเต้าอย่างเดียวหรืออย่างน้อยทุก ๆ 4 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน และทุก ๆ 6 ชั่วโมงในช่วงกลางคืนเท่านั้น เพราะประจำเดือนจะมาช้ากว่าคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมผสม แต่ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ จึงทำให้การคุมกำเนิดวิธีนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ไม่สูงนัก ผู้หญิงที่กำลังให้นมบุตรจึงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้

➧➧ การหลั่งนอกช่องคลอด เป็นการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ แต่ให้หลีกเลี่ยงการหลั่งน้ำอสุจิภายในช่องคลอด เพื่อป้องกันอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งการคุมกำเนิดวิธีนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ 75-80 เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่สูงนัก เพราะน้ำอสุจิอจาจถูกปล่อยออกมาระหว่างมีเพศสัมพันธ์ก่อนถึงจุดสุดยอด และแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้เช่นกัน

🔺ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ🔻

การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติอาจเกิดการผิดพลาดได้ง่ายกว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือการใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น เพราะปัจจัยทางสุขภาพหรือปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ก็อาจทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อน และโอกาสในการตั้งครรภ์อาจเพิ่มสูงขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัด

โดยการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติมีข้อดีและข้อเสีย ดังนี้

➧➧ข้อดี

     🔼 ไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือฮอร์โมนสังเคราะห์อย่างยาคุมกำเนิด จึงไม่ส่งผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกาย
     🔼 ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดอย่างถุงยางอนามัย จึงอาจช่วยให้คู่รักรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์
     🔼 ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถใช้การคุมกำเนิดวิธีนี้ได้ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญถึงหลักการคาดคะเนช่วงที่ไข่ตกอย่างถูกต้อง และควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

➧➧ข้อเสีย

     🔽 ไม่เหมาะกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ
     🔽 ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือหนองในได้
     🔽 อาจมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ต่ำกว่าการคุมกำเนิดวิธีอื่น ๆ หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
     🔽 จำเป็นต้องบันทึกติดตามรอบเดือนหรือวัดอุณหภูมิร่างกายเป็นระยะเวลานาน ก่อนจะนำผลที่ได้มาคำนวณเพื่อคาดคะเนช่วงไข่ตก
     🔽 ปัจจัยต่าง ๆ อาจส่งผลกระทบต่อการตกไข่และทำให้คำนวณช่วงไข่ตกคลาดเคลื่อนได้ เช่น ความเครียด ปัญหาสุขภาพ การเดินทาง พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือการใช้ฮอร์โมนบำบัด เป็นต้น
      🔽 ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินที่ต้องการเปลี่ยนมาคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ จำเป็นต้องหยุดใช้ยาและรอให้รอบเดือนผ่านไป 2 รอบก่อน จึงจะเริ่มต้นคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ได้

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตนเอง และจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับคู่รักถึงการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการตั้งครรภ์


ที่มา : www.pobpad.com







วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

"ของทอด" เมนูกรอบอร่อยสุดฟิน ที่แฝงไปด้วยอันตราย!!


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าของทอดต่าง ๆ อย่างมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ ไก่ทอด หรือเฟรนช์ฟรายส์ ล้วนเป็นเมนูโปรดปรานของใครหลายคน แต่นอกจากรสชาติที่อร่อยและลักษณะชวนรับประทานแล้ว รู้หรือไม่ว่าของทอดยังมีแคลอรี่และไขมันทรานส์ในปริมาณสูง ดังนั้น การรับประทานอาหารชนิดนี้เป็นประจำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและก่อให้เกิดโรคได้ แล้วควรเลือกรับประทานของทอดอย่างไรให้ปลอดภัย สามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

🔺ทำไมของทอดอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ?🔻

     ของทอดมีแคลอรี่สูง อาหารที่ผ่านกระบวนการทอดส่วนใหญ่จะมีแคลอรี่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยกรรมวิธีอื่น ๆ เนื่องจากการทอดอาหารในน้ำมันจะทำให้อาหารสูญเสียน้ำและดูดซับไขมันเข้าไปแทน รวมทั้งวัตถุดิบที่จะนำไปทอดมักถูกชุบด้วยแป้งทอดกรอบก่อน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ของทอดมีแคลอรี่สูง โดยมันฝรั่งอบ 1 ลูกเล็กที่หนักประมาณ 100 กรัม จะให้คุณค่าทางโภชนาการเป็นพลังงาน 93 แคลอรี่ และไขมัน 0 กรัม ในขณะที่เฟรนช์ฟรายส์หรือมันฝรั่งทอด 100 กรัม จะให้พลังงานถึง 319 แคลอรี่ และมีไขมัน 17 กรัม

นอกจากนี้ การรับประทานของทอดอาจทำให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่าย โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า ไขมันทรานส์ในอาหารทอดอาจส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารและการสะสมไขมัน ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

     ของทอดมักมีไขมันทรานส์สูง ไขมันทรานส์เกิดจากการแปลงสภาพของไขมันไม่อิ่มตัวด้วยการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมัน (Hydrogenation) โดยผู้ประกอบการหลายแห่งมักใช้วิธีนี้ในการผลิตอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและทำให้อาหารคงอยู่ในสภาพเดิมได้นานขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการเติมไฮโดรเจนอาจเกิดได้จากการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างของน้ำมันเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นเหตุให้ร่างกายสลายไขมันไม่ได้จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น

     ของทอดอาจมีสารอะคริลาไมด์ อะคริลาไมด์ (Acrylamide) เป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นในอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงสุกด้วยความร้อนสูง เช่น อาหารทอด และอาหารประเภทอบกรอบ เป็นต้น โดยอาหารที่สุกด้วยความร้อนสูงมาก ๆ จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างกรดอะมิโนแอสพาราจีน (Asparagine) กับน้ำตาลในอาหารจนเกิดเป็นสารอะคริลาไมด์ขึ้นมา ซึ่งสามารถพบสารเคมีดังกล่าวได้ในอาหารทอดทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะมันฝรั่งที่มีปริมาณน้ำตาลฟรักโทสและกลูโคสสูง นอกจากนี้ การทดลองในสัตว์หลายชิ้นยังชี้ว่าสารอะคริลาไมด์อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีการทดลองกับมนุษย์ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าการรับประทานอาหารทอดบ่อย ๆ จะก่อมะเร็งได้จริงหรือไม่

     ของทอดอาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อโรค งานวิจัยจากวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ได้ติดตามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของชายหญิงจำนวน 100,000 ราย เป็นเวลากว่า 25 ปี พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารทอดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจ และยิ่งเสี่ยงมากขึ้นหากรับประทานอาหารทอดถี่ขึ้น โดยกลุ่มผู้ทดลองที่รับประทานอาหารทอด 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 39 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มผู้ทดลองที่รับประทานอาหารทอด 7 ครั้งต่อสัปดาห์ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 55 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานอาหารทอดน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์

🔺รับประทานของทอดอย่างไรให้ปลอดภัย ?🔻

แม้อาหารทอดจะส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ด้วยรสชาติและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบก็อาจทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ ซึ่งการปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับประทานของทอดได้อย่างปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น

     เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอด การปรุงอาหารประเภททอดนั้นต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าอาหารประเภทผัด จึงควรเลือกใช้น้ำมันที่เหมาะกับการทอดมากกว่า อย่างการใช้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันจากสัตว์แทนการใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย หรือน้ำมันรำข้าว แต่ก็ควรใช้น้ำมันในปริมาณที่เหมาะสม และระวังเรื่องคอเลสเตอรอลจากไขมันสัตว์ด้วย เนื่องจากร่างกายได้รับไขมันจากการรับประทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว โดยการใช้น้ำมันหมู 1 ช้อน ร่างกายจะได้รับคอเลสเตอรอลประมาณ 9-10 มิลลิลิตร

     เปลี่ยนวิธีการทอด อาจเปลี่ยนไปทอดด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารทอดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยตัวเครื่องจะพ่นลมร้อนออกมารอบ ๆ อาหาร ทำให้อาหารกรอบด้านนอกและเนื้อสัมผัสด้านในมีความฉ่ำ ซึ่งจะใช้น้ำมันน้อยกว่าการทอดแบบธรรมดา 70-80 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ อาจใช้การอบแทนการทอด โดยอบอาหารที่อุณหภูมิสูงประมาณ 232 องศา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้อาหารมีความกรอบแม้จะใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยหรือไม่ใช้เลยก็ตาม

     ปรับวิธีการทอด หากต้องการใช้กระทะทอดแบบธรรมดา อาจปรับเปลี่ยนวิธีการทอดด้วยเคล็ดลับที่ช่วยให้อาหารทอดปลอดภัยมากขึ้น ดังนี้

➧ ทอดอาหารโดยใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้น้ำมัน เพียงพอต่อการเคลือบอาหารและไม่ให้อาหารติดภาชนะทอด โดยใช้วิธีนี้แทนการทอดให้อาหารจมอยู่ในน้ำมัน    
➧ เลือกใช้น้ำมันที่ทนความร้อนสูงในการผัดหรือทอด
➧ ไม่ใช้เกล็ดขนมปังเคลือบอาหาร เพราะจะทำให้อาหารดูด ซับน้ำมันมากขึ้น 
➧ ไม่ใช้น้ำมันเก่า โดยควรเปลี่ยนน้ำมันทุกครั้งที่ผัดหรือทอดอาหาร


ที่มา : www.pobpad.com

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562

"มะรุม" กับประโยชน์ที่เราควรรู้!!


     เด็กๆ สมัยนี้อาจจะเคยทานแต่ “แกงส้มผักรวม” หรือ “แกงส้มมะละกอ” แต่ขอบอกเลยว่าถ้าเป็นรุ่นพ่อแม่เราแล้วล่ะก็ “แกงส้มมะรุม” เป็นอะไรที่สุดยอดของบรรดาแกงส้มทั้งปวง ถึงแม้ว่าจะทานลำบากกว่าผักชนิดอื่น แต่รับรองว่าถ้าได้ลองลิ้มชิมรสแล้วจะจำไม่ลืมเลยทีเดียว

     มะรุม นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายอย่างที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อนอีกด้วย


🔺ประโยชน์ดีๆ จาก “มะรุม”🔻

     ➧➧ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
     ➧➧ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย
     ➧➧ ลดไขมัน และคอเลสเตอรอล
     ➧➧ รักษาโรคโลหิตจาง
     ➧➧ บำรุงหัวใจ
     ➧➧ ลดน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
     ➧➧ ช่วยลดไข้ แก้หวัด
     ➧➧ บรรเทาอาการไอ

🔺มะรุม มีอันตรายหรือไม่?🔻

     จากการทดลองกับหนูทดลองในห้องแล็บ พบว่า หนูทดลองที่ผสมพันธ์แล้ว และถูกป้อนด้วยสารสกัดจากเมล็ดมะรุม มีความเป็นไปได้ที่ทำให้หนูมีอาการแท้ง ส่วนของรากมะรุม ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ฝ่อ และมะรุมดิบทำให้การเจริญเติบโตของหนูลดลง

"ดังนั้นมะรุม โดยเฉพาะมะรุมดิบ อาจมีอันตรายต่อหญิงมีครรภ์"

🔺เมนูมะรุมที่แนะนำ🔻

     นอกจากแกงส้มมะรุมแล้ว มะรุมยังสามารถนำมาทำอาหารได้อีกหลากหลายเมนู เมล็ดอ่อนของมะรุมนำมาทำยำมะรุมได้ และนอกจากเมล็ด และฝักมะรุม ยังสามารถนำใบมะรุมมาทำอาหารได้อีกด้วย เช่น แกงจืดไข่ใส่มะรุม แกงอ่อม ลวก หรือทอดกับไข่ทานกับน้ำพริก หรือทำเป็นชามะรุมดื่มเพื่อแก้คอชุ่มชื้น ลดอาการไอได้



ที่มา : www.sanook.com


วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

เมื่อ "อกหัก" เราควรดูแลหัวใจตัวเองอย่างไร?


อาการอกหักหรือความเสียใจจากความผิดหวัง การเลิกรา การสูญเสีย หรือการไม่ได้รับความรักจากคนที่เรารักตอบ อาจเป็นเรื่องเจ็บปวดและทุกข์ระทมเกินกว่าจะข้ามผ่านไปได้ง่าย ๆ โดยนอกจากความปวดร้าวทางจิตใจและอารมณ์เศร้าหมองที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ที่เผชิญกับปัญหาอกหักอาจมีอาการทางร่างกายบางอย่างอีกด้วย ซึ่งการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะอกหักและเรียนรู้วิธีเยียวยาสภาพจิตใจตนเองอาจช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดนี้ไปได้ง่ายยิ่งขึ้น

🔺อกหัก ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ?🔻

จากการศึกษาและงานวิจัยบางส่วนพบว่า การรู้สึกอกหักและความเจ็บปวดทางจิตใจที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อสมองจนนำไปสู่อาการทางร่างกายได้ ดังนี้

     ➧➧ รู้สึกเจ็บปวดทางร่างกาย  ผลการสแกนสมองด้วย คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบพิเศษในการศึกษาบางชิ้นพบว่า การผิดหวังในความรัก การถูกปฏิเสธ การอกหัก และการเลิกรากับคนรัก กระตุ้นให้สมองทำงานแบบเดียวกันกับขณะที่มีอาการบาดเจ็บทางร่างกาย เมื่ออกหัก หลายคนจึงอาจรู้สึกคล้ายเจ็บปวดทางร่างกายไปด้วย แต่โดยทั่วไปความเจ็บปวดทางร่างกายจะรุนแรงเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วค่อย ๆ บรรเทาลงเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม อาการต่าง ๆ จากการอกหักก็สามารถคงอยู่ได้นานเป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนได้เช่นกัน

     ➧➧ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ  ความเครียด ความเหงา และอารมณ์ซึมเศร้าส่งผลต่อสุขภาพร่างกายได้ โดยอาจทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ซึ่งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงจนร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย บางรายที่เครียดอย่างรุนแรงอาจมีอาการแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว และปวดท้องด้วย นอกจากนี้ ยังมีบางกรณีที่พบได้น้อยมาก คือ ผู้ที่อกหักอาจมีอาการของภาวะหัวใจสลายโดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมกับหายใจลำบาก ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการเผชิญสถานการณ์ที่เครียดจัดอย่างการสูญเสียคนรักไป

     ➧➧ มีอาการเหมือนถอนยา อาการอกหักกระตุ้นให้เกิดกลไกในสมองแบบเดียวกับอาการถอนยาจากการใช้สารเสพติด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิด การจดจ่อ และการดำเนินชีวิตประจำวัน คนรอบข้างจึงควรทำความเข้าใจว่าสภาวะทางจิตใจของผู้ที่อยู่ในช่วงอกหักนั้น ย่อมไม่สมบูรณ์และเศร้าซึมผิดปกติได้เป็นเรื่องธรรมดา

     ➧➧ เฝ้านึกถึงแต่เรื่องความผิดหวัง เมื่ออกหัก สมองจะเกิดความคิดวนเวียนเกี่ยวกับคนรักหรือคนที่หักอกเราขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ หรือบางครั้งก็ทำให้คิดถึงแต่ภาพความทรงจำตอนที่อยู่ด้วยกัน บทสนทนาบางอย่าง หรือความทรงจำใด ๆ ที่มีร่วมกันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้าคล้ายการเปิดบาดแผลออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่อกหักจึงอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะพาตัวเองออกจากความคิดความทรงจำเก่า ๆ ได้ แต่เมื่อรู้แล้วว่าสมองของเราเป็นตัวสั่งการให้คิดถึงคนรักเก่าหรือคนที่ทำให้ผิดหวังเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หลายคนอาจพยายามควบคุมตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงและคิดหรือพูดถึงคนรักเก่าให้น้อยลงด้วย

🔺วิธีเยียวยาตัวเองจากอาการอกหัก🔻

การทำใจให้ลืมและก้าวผ่านบาดแผลเจ็บปวดจากการอกหักนั้นอาจต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงต้องมุ่งมั่นและพยายามดึงตัวเองออกมาจากความทุกข์ โดยอาจลองทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

⏩อย่าจมปลัก แต่ให้ลุกขึ้นมาและก้าวต่อไป การคิดวนเวียนถึงเรื่องราวที่ผ่านไปแล้วไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา แต่ควรเปิดใจเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว เพราะแม้ความจริงจะทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่ก็ทำให้รู้ว่าไม่ควรคาดหวังหรือให้ความหวังตัวเอง ซึ่งนั่นจะช่วยให้เข้มแข็งขึ้นได้ในที่สุด

⏩ปล่อยวาง แล้วกลับมารักตัวเองอีกครั้ง พยายามมีความสุขด้วยตนเอง เพื่อช่วยให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและซึมเศร้าจนเกินไป ไม่จำเป็นต้องตามตื๊อขอคืนดีกับคนรักเก่าหากรู้สึกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่สิ้นหวังเกินเยียวยา และไม่ควรรีบคบหรือคุยกับใครคนใหม่ แต่ควรใช้เวลาระหว่างนี้ไปกับการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยให้มีความสุขอย่างเต็มที่ รวมทั้งสำรวจตัวเองและทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ครั้งก่อน เพื่อจะได้มีความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่มั่นคงและเข้ากันได้จริง ๆ

⏩ร้องไห้ให้พอ แต่อย่าลืมกลับมาหัวเราะให้ได้ด้วย งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การร้องไห้อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้หลังจากระบายความเศร้าและความเสียใจออกมาเป็นน้ำตา เช่นเดียวกับการหัวเราะที่จะส่งผลให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขอย่างเอ็นโดรฟินออกมา ทั้งยังช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและช่วยให้เลือดสูบฉีดได้ดียิ่งขึ้น

⏩พาตัวเองออกมา อยู่ให้ห่างจากคนรักเก่า ในยุคสมัยที่แทบทุกคนล้วนมีช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง หลายคนอาจยังวนเวียนติดตามความเคลื่อนไหวบนโลกอินเทอร์เน็ตของอีกฝ่ายไม่ห่าง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะยิ่งทำให้ไม่สามารถก้าวผ่านอดีตไปได้ ทั้งนี้ ควรเลิกติดต่อหรือเว้นระยะห่างกับคนรักเก่าให้มาก ใช้เวลาพูดคุยและทำกิจกรรมกับครอบครัวหรือเพื่อน ๆ แทน เพื่อหลีกเลี่ยงการจดจ่อและจมปลักนึกถึงแต่เรื่องเก่าซ้ำไปซ้ำมา

⏩ดูแลสุขภาพกายให้ดี เพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตให้เข้มแข็ง ควรหันมาออกกำลังกายด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน เป็นต้น เพราะจะช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทนินและสารนอร์อิพิเนฟรินที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการกินของหวานและอาหารไขมันสูงทั้งหลายเพื่อให้ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดทางใจ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมด้วย ซึ่งควรเลือกกินอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วนและมีรสชาติดี เพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้นแทน

⏩อย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง พยายามหากิจกรรมทำตลอดเวลา เพื่อมุ่งความสนใจไปที่สิ่งอื่นและป้องกันการเกิดความคิดฟุ้งซ่าน เช่น จัดห้องใหม่ ทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ หรือทำกิจกรรมที่สนุกสนานอย่างการไปดูภาพยนตร์และชมคอนเสิร์ต เป็นต้น

⏩สร้างสังคมใหม่ ๆ หากคุณและคนรักเก่ามีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะไม่รับรู้หรือได้ยินเรื่องราวของอีกฝ่าย ในช่วงแรกที่ยังทำใจไม่ได้และยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ อาจลองหากลุ่มเพื่อนใหม่ ๆ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เช่น เรียนดำน้ำ เรียนศิลปะ หรือเรียนดนตรี เป็นต้น

⏩ใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง ไม่มีสิ่งใดเป็นจุดจบของทุกอย่าง ตราบใดที่ยังมีความหวัง แม้จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือห่างเหินจากคนที่คุ้นเคยและเคยมีความทรงจำร่วมกันมา แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิตคนเราที่เมื่อได้พบพานก็ย่อมมีการจากลาเสมอ ดังนั้น การมีชีวิตโดยจดจ่ออยู่กับปัจจุบันและคาดหวังถึงสิ่งที่ดีกว่าในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญ ให้พึงระลึกไว้ว่าสักวันหนึ่งจะกลับมามีความสุขเหมือนเดิมได้ โดยจะสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองได้อย่างมีความสุขและไม่เศร้าเสียใจอย่างในวันนี้ที่เผชิญอยู่

⏩อย่าปิดกั้นตัวเองจากความรัก การอกหักหรือผิดหวังอาจทำให้บางคนฝังใจและกลัวการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งการเยียวยาแผลใจที่ถูกต้องควรเป็นการรักษาเพื่อให้สามารถเปิดใจมีความรักที่ดีได้อีกครั้ง ไม่ใช่การปิดใจและปฏิเสธความสัมพันธ์ครั้งใหม่ เพราะการรักษาจิตใจตัวเองอย่างถูกวิธีย่อมส่งผลดีมากกว่าการตั้งแง่และปิดตัวเองจากความสุขที่จะเข้ามาในอนาคต



ที่มา : www.pobpad.com


วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562

ผู้หญิงยุคใหม่ควรรู้!! ท้องตอนแก่เสี่ยงยังไง?


ด้วยสภาพสังคมที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่การงาน ค่านิยม หรือทัศนคติที่มีต่อชีวิตคู่เปลี่ยนไป จึงทำให้ผู้หญิงในปัจจุบันแต่งงานและมีลูกช้าลง แต่รู้หรือไม่ว่า การตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ มาดูกันว่าความเสี่ยงของการท้องตอนแก่มีอะไรบ้าง และควรป้องกันหรือดูแลตนเองอย่างไร

🔺อายุกับสุขภาพครรภ์ เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

ในทางการแพทย์ หากผู้หญิงท้องขณะที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จะนับเป็นการตั้งครรภ์ขณะมีอายุมาก แม้ส่วนใหญ่สุขภาพครรภ์ของคุณแม่ที่ท้องในช่วงวัยนี้มักสมบูรณ์ดี และลูกในท้องก็มีพัฒนาการที่ปกติไม่ต่างจากการตั้งท้องของคุณแม่ที่มีอายุน้อยกว่า แต่ผู้หญิงที่มีอายุมากมักมีแนวโน้มมีลูกยาก ซึ่งหากแพทย์พิจารณาแล้วว่าสภาพร่างกายของว่าที่คุณแม่ไม่พร้อมต่อการตั้งครรภ์โดยใช้วิธีธรรมชาติ อาจแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ เช่น การทำกิ๊ฟ และเด็กหลอดแก้ว เป็นต้น

นอกจากนั้น ผู้ที่มีอายุมากยังเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ อย่างโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงมากขึ้นด้วย ซึ่งโรคดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ จากการเก็บข้อมูลของหน่วยงานในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องขณะมีอายุมากอาจเสี่ยงต่อความผิดปกติในด้านต่าง ๆ มากกว่าผู้หญิงที่ตั้งท้องขณะที่อายุยังน้อย ดังนี้

     ➧➧ คลอดก่อนกำหนด โดยปกติการตั้งครรภ์แบบครบกำหนดคลอดจะใช้เวลา 37-40 สัปดาห์ หากปากมดลูกเปิดเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเจ้าตัวน้อยพร้อมออกมาดูโลกก่อนสัปดาห์ที่ 37 จะถือว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด โดยทารกที่คลอดก่อนกำหนดมักมีน้ำหนักน้อย อวัยวะต่าง ๆ ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ หรือต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เป็นพิเศษ

     ➧➧ ท้องนอกมดลูก เป็นภาวะที่ไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์มจนกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ผนังมดลูก ซึ่งมักเกิดขึ้นบริเวณปีกมดลูก ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นทารกต่อไปได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตและสร้างความเสียหายแก่ท่อนำไข่ ซึ่งเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิต อาการบ่งชี้ของภาวะนี้ ได้แก่ มีเลือดไหลออกทางช่องคลอด และปวดท้องน้อย

     ➧➧ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยปกติฮอร์โมนอินซูลินจะทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่หากร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลจะเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดเป็นโรคเบาหวานได้ ซึ่งร่างกายของคนท้องมักนำอินซูลินไปใช้ได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้คนท้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าปกติ หากเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะน้ำคร่ำมากหรือภาวะครรภ์เป็นพิษ อีกทั้งลูกในท้องยังมีโอกาสเผชิญภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ตัวเหลือง หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติด้วย

     ➧➧ รกเกาะต่ำ รกจะอยู่ด้านบนของมดลูกและห่างจากปากมดลูก แต่หากเผชิญภาวะรกเกาะต่ำ รกจะปิดขวางปากมดลูกอยู่บางส่วนหรือปิดขวางทั้งหมด เมื่อถึงเวลาคลอด ปากมดลูกจะเปิดและทำให้เส้นเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างรกกับปากมดลูกฉีดขาด ส่งผลให้มีเลือดออกมากทั้งก่อนหรือในขณะคลอด ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งตัวแม่และเด็กในท้อง และอาจทำให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ แพทย์จึงมักให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะรกเกาะต่ำเข้ารับการผ่าคลอด

     ➧➧ รกลอกตัวก่อนกำหนด เป็นภาวะที่รกลอกตัวออกมาบางส่วนหรือลอกตัวออกมาทั้งหมดก่อนคลอด ซึ่งตามปกติรกจะเกาะติดอยู่กับผนังมดลูกด้านใน โดยรกที่ลอกออกอาจไปขวางหรือปิดกั้นทางขนส่งออกซิเจนและสารอาหารของทารก รวมถึงอาจทำให้คุณแม่เกิดภาวะมีเลือดออกผิดปกติด้วย

     ➧➧ ครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างที่ตั้งครรภ์ โดยมีความดันมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับมีภาวะโปรตีนหรือไข่ขาวปะปนอยู่ในปัสสาวะ ไตทำงานผิดปกติ หรือมีอาการอื่น ๆ ด้วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันเวลา อาจทำให้เกิดอาการชักหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่น ๆ ตามมาได้

     ➧➧ แท้ง เป็นการสูญเสียตัวอ่อนภายในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ โดยสัญญาณของการแท้งลูกที่พบได้บ่อย คือ มีเลือดออกทางช่องคลอด และอาจตามมาด้วยอาการปวดท้องน้อย

     ➧➧ ทารกตายในครรภ์ ทารกอาจเสียชีวิตในท้องแม่หลังจากที่มีอายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ โดยหญิงตั้งครรภ์อาจรอให้ร่างกายพร้อมคลอดทารกที่เสียชีวิตแล้วออกมาเองตามธรรมชาติ หรืออาจเร่งให้เกิดการคลอดทันทีในกรณีที่เด็กในท้องอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของแม่

🔺คำแนะนำในการวางแผนท้องตอนแก่ และการดูแลสุขภาพครรภ์ให้แข็งแรง

➧ตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนมีลูก
➧รับประทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์
➧ฝากครรภ์ทันที่ที่รู้ว่าท้อง และไปพบแพทย์ตามนัดหมายเป็นประจำ
➧ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาชนิดใด ๆ
➧หากมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ➧ให้ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
➧รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับหญิงตั้งครรภ์
➧ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ
➧หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์



ที่มา : www.pobpad.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

เลือกซื้อ "เครื่องสำอาง" อย่างไรให้ปลอดภัย หน้าไม่พัง!!


ก่อนจะเลือกซื้อเครื่องสำอางสักชิ้น นอกจากประโยชน์ด้านความสวยความงาม ความคุ้มค่า และราคาแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญที่สาว ๆ ต้องไม่ลืมนึกถึง เพราะปัจจุบันมีการขายเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานมากมายวางขายเกลื่อนตามท้องตลาด ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อสภาพผิวได้อย่างไม่ทันตั้งตัว ดังนั้น สาว ๆ ควรใส่ใจกับการเลือกซื้อเครื่องสำอางมากเป็นพิเศษ โดยบทความนี้ได้รวบรวมเคล็ดลับต่าง ๆ ในการเลือกซื้อเครื่องสำอางมาฝากกัน ดังนี้

➧➧ฉลากชัดเจน

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่จะซื้อมีรายละเอียดบนฉลากครบตามที่อย.กำหนด เพื่อป้องกันการซื้อเครื่องสำอางเถื่อนที่อาจมีส่วนผสมอันตราย เลือกสินค้าที่มีฉลากผลิตภัณฑ์และเลขที่จดแจ้งจากอย.อย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคควรเลือกเครื่องสำอางที่มีฉลากภาษาไทย และระบุข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ได้แก่ ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง สารที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีการใช้ ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต เลขที่ใบรับแจ้ง และคำเตือนต่าง ๆ นอกจากนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทางออนไลน์ได้ที่ www.fda.moph.go.th เพื่อป้องกันการแอบอ้างและการขึ้นทะเบียนปลอม

➧➧แหล่งผลิตเชื่อถือได้

การเลือกซื้อเครื่องสำอางจากร้านจัดจำหน่ายที่มีหลักแหล่งน่าเชื่อถือก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่บนฉลากมีชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือหรือผู้นำเข้าอย่างชัดเจน เพราะหากเครื่องสำอางที่ซื้อมาเกิดปัญหาหรือไม่ได้มาตรฐาน ก็ยังสามารถติดต่อและเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบได้

➧➧ไม่มีสารต้องห้ามเป็นส่วนประกอบ

สารเคมีบางชนิดที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยผู้บริโภคบางรายอาจมีอาการแพ้ ผมร่วง มีอาการของโรคหืด และอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยอย.ได้ประกาศรายชื่อสารต้องห้ามที่ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง คือ สารปรอท สารไฮโดรควิโนน สเตียรอยด์ และกรดเรติโนอิก

อย่างไรก็ตาม เลขอย.เครื่องสำอางเป็นเพียงการชี้แจงรายละเอียดส่วนผสมในเครื่องสำอางเท่านั้น ผู้บริโภคบางรายจึงอาจมีอาการแพ้ต่อส่วนผสมบางอย่างในเครื่องสำอางได้ นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจะแอบใส่สารต้องห้ามลงไปในภายหลังด้วย ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยในการใช้สินค้า ผู้บริโภคควรใช้ชุดทดสอบเครื่องสำอาง (Test Kit-Cosmetic) จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องสำอางที่ซื้อมานั้นมีสารอันตรายเจือปนอยู่หรือไม่ หรืออาจทดสอบการแพ้ก่อนใช้ด้วยตนเองง่าย ๆ โดยทาเครื่องสำอางปริมาณเล็กน้อยลงตรงท้องแขน แล้วทิ้งไว้ 1-2 วัน หากไม่มีความผิดปกติเกิดขึ้นแสดงว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นได้ แต่หากใช้แล้วมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรหยุดใช้ทันที

➧➧บรรจุภัณฑ์ไม่ชำรุดเสียหาย

ภาชนะที่ใช้บรรจุเครื่องสำอางก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ โดยผู้บริโภคควรเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีภาชนะบรรจุและหีบห่อที่อยู่ในสภาพดี ไม่มีรอยแตก ร้าว หรือชำรุด รวมทั้งมีการเก็บรักษาเป็นอย่างดี ไม่อยู่ในที่ร้อนชื้นหรือโดนแสงแดด เพราะบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีฝาปิดไม่สนิทหรือมีรอยร้าวอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้

รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ ควรคำนึงถึงข้อพึงระวังต่าง ๆ ข้างต้น และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางนั้น ๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ปลอมและไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดอาการแพ้และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมาได้ นอกจากนี้ ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ ไม่ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันทีแล้วรีบไปพบแพทย์หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังใช้เครื่องสำอางใด ๆ



ที่มา : www.pobpad.com


วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

"เอ็นโดรฟิน" สารแห่งความสุข


เอ็นโดรฟิน เป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาหลังออกกำลังกายและทำกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีหรือสบายตัวได้ แต่ไม่เพียงถูกขนานนามว่าเป็นสารแห่งความสุขแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านอีกด้วย ทั้งบรรเทาความเจ็บปวด ช่วยให้คนท้องคลอดลูกง่ายขึ้น บรรเทาอาการซึมเศร้า คลายเครียด เพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง และยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย

ทำความรู้จักกับเอ็นโดรฟิน

เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือที่บางคนมักเรียกว่าเอ็นโดรฟินนั้น มาจากคำว่า Endogenous ที่หมายความว่าจากภายในร่างกาย และคำว่า Morphine ที่หมายถึงสารบรรเทาอาการปวด ดังนั้น เอ็นโดรฟิน จึงหมายถึงฮอร์โมนบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติที่ผลิตจากภายในร่างกาย ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ประกอบด้วยเปปไทด์กลุ่มใหญ่ที่ผลิตจากระบบประสาทส่วนกลางและต่อมใต้สมอง ร่างกายจะปล่อยสารนี้ออกมาเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บปวดหรือความเครียด โดยจะกระจายไปทั่วตามระบบประสาท ซึ่งการหลั่งเอ็นโดรฟินทำให้รู้สึกมีความสุข เคลิบเคลิ้ม อิ่มอกอิ่มใจ คลายเครียด ทำให้อยากอาหารมากขึ้น ช่วยหลั่งฮอร์โมนเพศ และเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ มีการแนะนำว่าเอ็นโดรฟินส่งผลให้เกิดอาการฟินในนักวิ่งมาราธอนด้วย (Runner’s High) ซึ่งเป็นความเคลิบเคลิ้ม มีความสุข หรือไร้ความรู้สึกเจ็บปวดหลังออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และแม้จะยังเป็นที่ถกเถียงถึงบทบาทของเอ็นโดรฟินเกี่ยวกับการทำให้รู้สึกมีความสุขหรือเคลิบเคลิ้ม แต่อย่างน้อยก็ทราบได้ว่าร่างกายผลิตสารนี้ออกมาเพื่อตอบสนองต่อการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน

ประโยชน์ของเอ็นโดรฟิน

   ➧➧ บรรเทาความเจ็บปวด โดยสารนี้จะทำปฏิกิริยากับหน่วยรับความรู้สึกในสมอง ทำให้ร่างกายรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง และออกฤทธิ์คล้ายกับยาแก้ปวด เช่น มอร์ฟีน หรือโคเดอีน เป็นต้น แต่เอ็นโดรฟินเป็นสารที่ร่างกายผลิตออกมาตามธรรมชาติ จึงไม่ทำให้เกิดการเสพติดเหมือนการใช้ยาบางชนิดแต่อย่างใด
   ➧➧ ช่วยให้คลอดลูกง่ายขึ้น แม้การคลอดลูกจะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่รอคอย แต่ก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดด้วยเช่นกัน ซึ่งสารเอ็นโดรฟินจะช่วยให้คุณแม่คลอดเจ้าตัวน้อยได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย โดยมีการศึกษาขนาดเล็กที่แสดงให้เห็นว่า ในช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีการหลั่งสารเบต้าเอ็นโดรฟินในปริมาณน้อยอาจมีความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มขึ้นระหว่างคลอด
   ➧➧ บรรเทาอาการซึมเศร้า เกือบ 1 ใน 5 ของมนุษย์เราอาจเคยพบเจอกับอาการซึมเศร้ากันมาบ้าง ซึ่งการออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดนฟินออกมาเพื่อบรรเทาอาการนี้ จากการค้นคว้าพบว่าการออกกำลังกายและการหลั่งสารเอ็นโดรฟินขณะออกกำลังกายอาจช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงบทบาทของเอ็นโดรฟินต่อการรักษาอาการซึมเศร้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป
   ➧➧ คลายความเครียดและความวิตกกังวล ระดับเอ็นโดรฟินที่สูงขึ้นจะทำให้ผลกระทบจากความเครียดลดลง ทั้งยังช่วยให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม อยากอาหารมากขึ้น ช่วยหลั่งฮอร์โมนเพศ และเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้อีกด้วย
   ➧➧ เพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง ความรู้สึกดี ๆ ที่เจอในแต่ละวันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คิดบวกและเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ตนเองได้ ซึ่งจากการศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่า สารเอ็นโดรฟินที่ถูกหลั่งออกมามีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเองที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย
   ➧➧ ลดน้ำหนัก แม้จะยังไม่ทราบชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของเอ็นโดรฟินและฮอร์โมนอื่น ๆ ในการควบคุมความอยากอาหาร แต่การรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์อาจกระตุ้นระดับเอ็นโดรฟินในร่างกายให้เพิ่มขึ้นได้ โดยมีการวิจัยในสัตว์ทดลองที่ระบุว่า ระดับเอ็นโดรฟินที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นมีส่วนช่วยในการควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งอาจช่วยให้รู้สึกอยากอาหารน้อยลงได้

กิจกรรมใดบ้างที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟิน ?

แม้ในทางวิทยาศาตร์จะยังไม่ทราบบทบาทของเอ็นโดรฟินอย่างชัดเจน แต่สารสื่อประสาทชนิดนี้ก็มีคุณประโยชน์หลายอย่าง หากร่างกายผลิตเอ็นโดรฟินไม่เพียงพอต่อความต้องการจะส่งผลกระทบทั้งทางอารมณ์และร่างกายได้ เช่น มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว ปวดเมื่อย หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น

โดยกิจกรรมบางประการสามารถช่วยให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟินออกมาตามธรรมชาติได้ เช่น

   ➲ การออกกำลังกายทุกชนิด โดยเฉพาะออกกำลังกายเป็นกลุ่ม
   ➲ การมีเพศสัมพันธ์
   ➲การแต่งเพลง การเล่นดนตรี การสร้างสรรค์งานศิลปะ การเต้น
   ➲การหัวเราะ
   ➲การนวดหรืออบซาวน่า
   ➲การดูทีวี
   ➲การนั่งสมาธิ
   ➲การฝังเข็ม การดมกลิ่นหอมหรืออะโรมาเทอราพี
   ➲การทำกิจกรรมอาสาต่าง ๆ

การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น ดาร์กช็อกโกแลต ไวน์ อาหารรสเผ็ด อาหารต่าง ๆ ที่โปรดปราน เป็นต้น



ที่มา : www.pobpad.com

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

"การออกกำลังกาย" กับ "ผู้สูงอายุ"


การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะส่งผลดีต่อสุขภาพของคนได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะหัวใจขาดเลือด ทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก ช่วยให้ต่อสู้กับโรคกระดูกพรุนและลดความเสี่ยงของการหกล้มหรือการเกิดอุบัติเหตุอื่น ๆ ได้

นอกจากจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่การออกกำลังกายยังส่งผลดีด้านอื่น ๆ ด้วย โดยผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้น อาจได้รับประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ เช่น

    ➧➧ การทำงานของสมอง นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เซลล์ประสาทซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิด การจำ และการเคลื่อนไหวร่างกาย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลังออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่วัน อีกทั้งยังพบว่าผู้สูงอายุที่มีร่างกายแข็งแรงมีคะแนนการทำแบบทดสอบสูงสุดทั้งด้านความจำ ด้านการประสานงาน รวมถึงการวางแผน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่เดินออกกำลังกายตั้งแต่สัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ออกกำลังกายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถึง 35 เปอร์เซ็นต์

    ➧➧ อารมณ์ มีงานค้นคว้าในผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเพศชายประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ และเพศหญิงประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ที่มีอาการซึมเศร้า พบว่าการออกกำลังกายอาจช่วยให้อาการซึมเศร้าทุเลาลงได้ และอาจมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการใช้ยาต้านเศร้าหรือการบำบัดทางจิต แต่ขณะนี้ยังมีการศึกษาทดลองไม่เพียงพอที่จะยืนยันประโยชน์ของการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุในกลุ่มที่มีอายุมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายก็ช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อีกทั้งยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ การสูบฉีดเลือด และการปลุกเซลล์สมอง ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายอารมณ์ดีขึ้นได้

✨การออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ✨

การออกกำลังกายที่พอเหมาะหรืออย่างน้อยประมาณวันละ 30 นาทีเป็นประจำทุกวัน ทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิค การออกกำลังกายเพื่อเสริมความยืดหยุ่น การออกกำลังกายเพื่อเสริมการทรงตัว และการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายหรือผู้ที่ดูแลใกล้ชิดอยากให้บุคคลสูงวัยในครอบครัวได้ออกกำลังกาย สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และปลอดภัย

✨การออกกำลังกายแบบแอโรบิค✨

เป็นการออกกำลังกายที่ไม่เข้มข้นมากและมีความต่อเนื่อง โดยอาศัยพลังงานจากออกซิเจนภายในร่างกาย ซึ่งสามารถแบ่งระดับและลักษณะกิจกรรมของการออกกำลังกายแบบนี้ได้ 2 ระดับ ดังนี้

    ➧➧ ระดับปานกลาง คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคโดยใช้เวลา 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 30 นาที จนทำให้อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นจากปกติ เช่น การเดินเร็ว การเต้น การพาสุนัขไปเดินเล่น การทำสวน การทำความสะอาดบ้าน การต่อเติมหรือตกแต่งบ้าน การเล่นเกมหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ รวมถึงการถือของหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม เป็นต้น
    ➧➧ ระดับหนัก คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคโดยใช้เวลา 3 วันต่อสัปดาห์ วันละ 20 นาที จนทำให้อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น การวิ่ง การเดินขึ้นเขา การปีนเขา การปั่นจักรยานเร็ว การเต้นแอโรบิค การว่ายน้ำ การแข่งขันกีฬาอย่างฟุตบอล วอลเลย์บอล หรือบาสเก็ตบอล การพรวนดินหรือขุดดินอย่างหนัก รวมถึงการถือของหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่า 20 กิโลกรัม เป็นต้น

✨การออกกำลังกายเพื่อเสริมความยืดหยุ่น✨

เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้กระดูกข้อต่อเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ ปรับลักษณะท่าทางของร่างกายให้ดีขึ้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ปรับการทรงตัวและการใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้น ซึ่งความยืดหยุ่นมีความจำเป็นต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายแบบยืดหยุ่นอย่างน้อยวันละ 10 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อยืดกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ตามวิธีดังต่อไปนี้

     ➧➧ ลำคอ ค่อย ๆ กดศีรษะลงให้คางใกล้กับหน้าอกมากที่สุด จากนั้นเงยหน้ากลับตำแหน่งปกติแล้วเอียงศีรษะไปทางใดทางหนึ่งทีละน้อยจนสุดและค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที เมื่อครบแล้วให้เอียงไปอีกข้างหนึ่ง ทำซ้ำจนครบ 3 รอบ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในท่านั่งและท่ายืน
     ➧➧ ไหล่และแขนช่วงบน ใช้มือขวาจับปลายผ้าขนหนูชูขึ้นเหนือศีรษะ โดยทิ้งปลายผ้ามาด้านหลัง จากนั้นใช้มือซ้ายอ้อมหลังและจับที่ปลายผ้าขนหนูอีกด้านหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ดึงลงจนรู้สึกได้ถึงความตึง ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง ข้างละเท่า ๆ กัน
     ➧➧ หน้าอก กางแขนออกทั้ง 2 ข้างแล้วแบมือไปด้านหน้า จากนั้นดึงแขนไปด้านหลังจนรู้สึกถึงความตึงที่หน้าอกและแขน ส่วนผู้ที่ไม่สามารถทำท่าดังกล่าวได้ ให้ยืนหลังชิดกำแพงและกางแขนออก จากนั้นให้ก้าวเท้ามาข้างหน้า 1 ก้าว แล้วให้แขนยังคงแนบชิดติดกำแพงแทน
      ➧➧ เอวหรือหลังส่วนล่าง นอนราบลงกับพื้น งอเข่าข้างขวาขึ้นโดยให้ฝ่าเท้าแนบกับพื้น จากนั้นค่อย ๆ บิดลำตัวไปด้านข้างแล้วค้างไว้สักพัก ทำซ้ำจนครบทั้ง 2 ข้างแล้วสลับเปลี่ยนเป็นเข่าข้างซ้าย
     ➧➧ สะโพก นอนราบลงกับพื้น เหยียดขาตรงทั้ง 2 ข้าง จากนั้นให้นำเท้าข้างขวาพาดบริเวณหัวเข่าข้างซ้าย โดยให้หัวเข่าข้างขวาอ้าออกไปด้านข้างลำตัว ค่อย ๆ กดน้ำหนักลงที่หัวเข่าข้างขวาจนรู้สึกตึง แล้วทำสลับในท่าเดียวกันกับขาอีกข้าง
     ➧➧ ต้นขา นอนตะแคงด้านใดด้านหนึ่ง งอเข่าโดยให้เท้าอยู่บริเวณก้น จากนั้นใช้แขนดึงปลายเท้าจนรู้สึกตึง โดยทำสลับกันจนครบทั้ง 2 ข้าง สำหรับผู้ที่ดึงเท้าของตัวเองไม่ถึง สามารถใช้ผ้าขนหนูหรือเข็มขัดรัดที่ข้อเท้าแล้วดึงแทนได้
     ➧➧ เอ็นร้อยหวาย นอนราบลงกับพื้น อ้าขาข้างใดข้างหนึ่งไปด้านข้าง จากนั้นใช้มือข้างนั้นดึงบริเวณต้นขาขึ้นมาให้ตั้งฉากกับลำตัวให้มากที่สุด โดยให้สะโพกและขาอีกข้างแนบชิดติดพื้น แล้วสลับทำให้ครบทั้ง 2 ข้าง
     ➧➧ ข้อเท้า นั่งบนเก้าอี้ ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นเหนือพื้น จากนั้นกดส้นเท้าลงสลับกับเหยียดปลายเท้าไปด้านหน้า ทำสลับกับการบิดข้อเท้าไปด้านข้าง ทำค้างไว้ท่าละ 30 วินาที จนครบทั้ง 2 ข้าง

✨การออกกำลังกายเพื่อเสริมการทรงตัว✨

เป็นการออกกำลังกายเพื่อลดความเสี่ยงในการหกล้ม ซึ่งผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้ด้วยตนเอง หรืออาจมีคนประคองอยู่ด้านข้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยผู้สูงอายุควรออกกำลังกายเพื่อเสริมการทรงตัวด้วยท่าต่าง ๆ เป็นประจำทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดี ดังนี้

     ➧➧ ท่าแปรงฟัน ยืนหันหน้าเข้าโต๊ะ ยกเท้าขวาขึ้นเล็กน้อย จากนั้นใช้มือขวาทำท่าแปรงฟันฝั่งซ้ายเป็นเวลา 30 วินาที แล้วสลับข้างโดยยกเท้าซ้ายขึ้น และใช้มือซ้ายทำท่าแปรงฟันฝั่งขวาเป็นเวลา 30 วินาทีเช่นกัน
     ➧➧ ท่านาฬิกา ยืนตัวตรงให้เท้าทั้ง 2 ข้างชิดติดกัน มือแนบข้างลำตัว และไม่เกร็งหัวไหล่ ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเป็นไม้กระดาน จากนั้นโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และโยกลำตัวช่วงบนให้เป็นรูปวงกลมเป็นเวลา 1 นาที
     ➧➧ ท่ายกเข่า ยืนตรงอยู่ข้างโต๊ะหรือเก้าอี้ อาจใช้มือข้างหนึ่งจับที่โต๊ะหรือเก้าอี้ไว้ก็ได้ จากนั้นยกเข่าขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเวลา 1 นาที แล้วสลับทำให้ครบทั้ง 2 ข้าง
      ➧➧ ท่าเดินเอียงคอ เริ่มจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง ให้เดินไปข้างหน้าช้า ๆ พร้อมกับเอียงคอไปทางขวาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จนถึงมุมห้องอีกฝั่งหนึ่ง จากนั้นเดินกลับช้า ๆ พร้อมกับเอียงคอไปทางซ้าย
     ➧➧ ท่าลุกนั่ง เริ่มจากนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีที่วางแขน โดยใช้มือขวาวางบนไหล่ซ้าย มือซ้ายวางบนไหล่ขวา จากนั้นลุกขึ้นยืนโดยให้ศีรษะตั้งตรงและไม่เอนตัวไปด้านหน้า
     ➧➧ ท่าเขย่งเท้า เริ่มจากยืนตรงแล้วค่อย ๆ เขย่งเท้าและเดินด้วยปลายเท้า จากนั้นจึงสลับเดินด้วยส้นเท้า ท่านี้อาจต้องมีคนช่วยประคองอยู่ด้านข้างด้วย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุ

การออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

เป็นการขยับร่างกายเพียงเล็กน้อยที่สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ ทั้งกล้ามเนื้อแขน ขา หลัง หน้าท้อง สะโพก หน้าอก และหัวไหล่ เช่น การถือของ การขึ้นลงบันได การลุกหรือนั่งบนเก้าอี้ รวมถึงการยกดัมเบลที่เริ่มจากน้ำหนักน้อย ๆ รอบละ 10-15 ครั้ง หรือการออกกำลังกายที่ไม่ใช้อุปกรณ์ แต่อาศัยน้ำหนักของตนเอง เป็นต้น โดยผู้สูงอายุอาจฝึกปฏิบัติตามท่าออกกำลังกายดังต่อไปนี้

     ➧➧ ท่าดันกำแพง เริ่มจากหันหน้าเข้าหากำแพง ให้ปลายเท้าห่างออกมาประมาณ 30-45 เซนติเมตร ใช้มือยันผนังและเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ งอข้อศอกออกไปด้านข้าง ให้ลำตัวเข้าใกล้ผนังเรื่อย ๆ จนปลายจมูกสัมผัสกับกำแพง และค่อย ๆ ยืดแขนให้ข้อศอกกลับมาตรงเหมือนเดิม โดยทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
     ➧➧ท่าตัดต้นไม้ นั่งบนเก้าอี้ ให้เท้าและเข่าอยู่ในระนาบเดียวกันกับหัวไหล่ แขนทั้ง 2 ข้างเหยียดตรง ใช้มือประคองลูกบอลไว้ที่ด้านข้างของเข่าขวา จากนั้นลุกขึ้นยืน และชูลูกบอลขึ้นเหนือศีรษะในแนวทะแยง โดยให้ลำตัวช่วงบนหันไปทางซ้ายเล็กน้อย แล้วให้เคลื่อนลูกบอลกลับมาในตำแหน่งเดิมคล้ายท่าตัดต้นไม้และนั่งลงบนเก้าอี้นับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง และทำสลับกับอีกข้าง
     ➧➧ ท่าสุนัข ใช้มือและเข่ายันที่พื้น ให้แขนอยู่ในระนาบเดียวกับหัวไหล่ และให้กระดูกสันหลังตั้งตรง ไม่แอ่นหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นยกแขนขวาไปด้านหน้าและเหยียดขาซ้ายไปด้านหลัง ให้ลำตัวขนานกับพื้นเพื่อลดการบาดเจ็บที่ลำคอ และกลับสู่ท่าเริ่มต้นนับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง และทำสลับกับอีกข้าง
     ➧➧ ท่าแพลงก์ นอนคว่ำลงกับพื้น ให้ลำตัวและขาเหยียดตรง ตั้งแขนขึ้นโดยให้หน้าแขนและนิ้วเท้าดันกับพื้นไว้ เกร็งหน้าท้อง หายใจตามปกติ และค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 30 วินาที จากนั้นพัก 1 นาที และค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นครั้งละ 10 วินาที
     ➧➧ ท่าเดดบั๊ก เริ่มจากนอนหงาย ชูแขนขึ้นหาเพดาน งอเข่าให้ทำมุม 90 องศากับพื้น โดยให้แผ่นหลังแนบชิดติดพื้น และตะแคงกระดูกเชิงกรานเล็กน้อย เพื่อไม่ให้มีช่องว่างระหว่างพื้นกับร่างกาย จากนั้นเหยียดขาซ้ายลง โดยให้ส้นเท้าลอยจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตร และยืดแขนขวาออกไปเหนือศีรษะพร้อมกับหงายฝ่ามือ กลับสู่ท่าเริ่มต้นนับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง และทำสลับกับอีกข้าง


ที่มา : www.pobpad.com



วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

"โรคของต่อมไทรอยด์" ที่พบในหญิงตั้งครรภ์


โรคของต่อมไทรอยด์ที่พบในหญิงตั้งครรภ์จะเหมือนกับที่สามารถพบได้ในคนทั่วไป คือ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป, ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป, และคอพอก แต่ที่จะมีความแตกต่างคือ หญิงตั้งครรภ์สามารถพบโรคของต่อมไทรอยด์หลังคลอดได้ คือมีการอักเสบชั่วคราวเกิดขึ้นที่ต่อมไทรอยด์หลังคลอดหรือหลังแท้งบุตร

✨ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนหรือต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินในหญิงตั้งครรภ์ (Hypothyroidism in Pregnancy)✨

การวินิจฉัยภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนรายใหม่ในหญิงตั้งครรภ์พบได้น้อย เนื่องจากผู้หญิงที่มีภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์และไมได้รับการรักษาจะไม่มีการตกไข่ หรือ ไม่สามารถทำให้ไข่โตเต็มที่พร้อมสำหรับการผสมกับอสุจิได้ ซึ่งทำให้โอกาสตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ยาก

การวินิจฉัยภาวะนี้ในหญิงตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกโดยอาศัยการสังเกตอาการทางคลินิกทำได้ยาก เพราะอาการและอาการแสดงของภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ได้แก่ อ่อนเพลีย ความสนใจต่ำ น้ำหนักเพิ่ม ชา และรู้สึกเสียวซ่าที่มือหรือเท้า เป็นอาการที่พบได้บ่อยของการตั้งครรภ์ตามปกติ

ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนในหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการตายของทารกในครรภ์หรือทำให้การเจริญเติบโตของทารกช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่มารดาจะพบภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โลหิตจาง, ครรภ์เป็นพิษ และภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด

ส่วนใหญ่ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนเป็นผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่ก่อนตั้งครรภ์และกำลังได้รับยาไทรอยด์ฮอร์โมนทนแทน ขนาดยาที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์ คือ อาจมีการเพิ่มขนาดยาลีโวไทรอกซิน (levothyroxine) มากกว่าปกติ 25-50% ระหว่างตั้งครรภ์ และที่สำคัญคือต้องมีการตรวจเช็คระดับฮอร์โมน T4 และ TSH ในเลือดเป็นประจำทันทีที่ได้รับการตรวจยืนยันว่ามีการตั้งครรภ์ โดยต้องตรวจให้บ่อยครั้งในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์เพื่อให้มั่นใจว่าหญิงตั้งครรภ์รายนั้นได้รับขนาดยาที่เหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์

คำแนะนำในการปรับขนาดยาลีโวไทรอกซิน คือ ให้ปรับขนาดยาจนระดับฮอร์โมน TSH ในเลือดอยู่ที่ <2.5 mIU/L ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และ < 3 mIU/L ในช่วงสองไตรมาสถัดมา โดยทั่วไปแล้วเมื่อคลอดลูกแล้ว ขนาดยาที่เคยเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์จะไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยสามารถกลับไปใช้ขนาดยาลีโวไทรอกซินเดิมก่อนตั้งครรภ์ได้ทันทีหลังคลอดลูกแล้ว

ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินในหญิงตั้งครรภ์ (Hyperthyroidism in Pregnancy)

การวินิจฉัยภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปรายใหม่ในหญิงตั้งครรภ์พบได้ประมาณ 1 ราย ในหญิงตั้งครรภ์ 2,000 ราย โดยโรคเกรฟ (Graves’ disease) พบได้ประมาณ 95% ของการภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกในหญิงตั้งครรภ์

เช่นเดียวกับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป หลายๆ อาการของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากไปที่มีอาการไม่มากจะคล้ายกับอาการปกติที่พบได้ระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการอย่างเด่นชัด เช่น น้ำหนักลด, อาเจียน, ความดันโลหิตสูงขึ้น, หัวใจเต้นเร็วตลอดเวลา ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปหรือไม่

ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปที่มีความรุนแรงน้อยหมายถึง เมื่อตรวจเลือดแล้วพบระดับฮอร์โมน TSH ต่ำกว่าปกติ แต่มีระดับฮอร์โมน Free T4 อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งไม่อันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ และไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ในกรณีนี้แนะนำให้ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ซ้ำอีกครั้งใน 4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปที่มีความรุนแรงปานกลางและระดับรุนแรงที่ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ทารกและคุณแม่เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่มน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และหัวใจเต้นเร็ว

สำหรับคำแนะนำในการรักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปในหญิงตั้งครรภ์คือการใช้ยาโพรพิลไทโอยูราซิล (propylthiouracil) โดยจะถูกใช้ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เพื่อยับยั้งการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน และทำให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนลดลงสู่ระดับปกติหรือสูงกว่าปกติเล็กน้อย ยา propylthiouracil เป็นยาที่มีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์บางชนิดเมื่อเทียบกับยาเมทิมาโซล (methimazole) และเป็นยาที่ถูกแนะนำให้ใช้ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงการพัฒนาของทารกที่สำคัญ ยา propylthiouracil ไม่ถูกแนะนำให้ใช้หลังจากไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบร้ายแรงได้ ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ ควรเปลี่ยนจากยา propylthiouracil เป็นยา methimazole แทน สำหรับอัตราการเกิดผลข้างเคียงของยาทั้งสองชนิดนี้ไม่เพิ่มขึ้นหากใช้ระหว่างตั้งครรภ์

ธาตุไอโอดีนสามารถผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นการใช้ไอโอดีนระหว่างการสแกนต่อมไทรอยด์ (thyroid scan) หรือในการรักษาโรคของต่อมไทรอยด์ด้วยกัมมันตรังสีไอโอดีน (radioactive iodine) จึงถือเป็นข้อห้ามระหว่างการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตามอาจพบว่าในผู้หญิงที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปร่วมกับการเป็นโรค Graves’ disease อาจมีอาการดีขึ้นเมื่อมีการตั้งครรภ์ 

คอพอกในหญิงตั้งครรภ์ (Goiter in Pregnancy)

เป็นเรื่องปกติที่จะพบคอพอกเล็กน้อยได้ในหญิงตั้งครรภ์ และจะพบมากขึ้นถ้าผู้หญิงคนนั้นพักอาศัยในบริเวณที่มีการขาดธาตุไอโอดีน การขาดธาตุไอโอดีนอาจเกิดขึ้นจากการที่บางคนหลีกเลี่ยงการรับประทานนม ไข่ และเกลือผสมไอโอดีน

วิตามินสำหรับบำรุงขณะตั้งครรภ์ไม่ใช่ทุกตัวที่จะมีไอโอดีนเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้รับประทานวิตามินบำรุงขณะตั้งครรภ์ซึ่งมีส่วนผสมของไอโอดีนด้วย เพื่อป้องกันการขาดไอโอดีน หากพบต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนระหว่างตั้งครรภ์ คำแนะนำในการรักษาปัจจุบันคือไม่ควรรอจนคลอด แต่ให้เข้ารับการตรวจประเมินและเจาะดูดชิ้นเนื้อไปตรวจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

โรคของต่อมไทรอยด์หลังคลอด (Postpartum Thyroid Disease)

ในผู้หญิงบางรายอาจพบภาวะต่อมไทรอยด์อักเสบชั่วคราวหลังคลอด หรือที่เรียกว่า postpartum subacute thyroiditis ซึ่งมักพบในช่วง 3-6 เดือนหลังคลอด หรืออาจเกิดขึ้นหลังจากแท้งบุตร

อาการที่พบได้บ่อยคือผู้หญิงรายนั้นจะมีอาการเริ่มแรกคืออาการของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน ได้แก่ ใจสั่น วิตกกังวล และน้ำหนักตัวลดลง  หลังจากนั้นจะตามด้วยอาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ได้แก่ อ่อนเพลีย ท้องผูก และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และปิดท้ายด้วยต่อมไทรอยด์กลับมาทำงานปกติได้ประมาณ 90% ของผู้หญิงที่มีภาวะนี้ทั้งหมด

ในผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติหลังคลอดได้ถึง 25%

ให้ปรึกษาแพทย์ถ้าคุณมีอาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป หรือต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หลังจากคลอด หรือหลังจากแท้งบุตร


ที่มา : www.honestdocs.co