BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

"ภาวะกระดูกทำลายตัวเอง" อันตรายของโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือน


โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ ชี้โรคกอร์แฮม ดิซีส หรือโรค GSD หรือภาวะกระดูกทำลายตัวเอง เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดโรค อาจพบได้น้อยในประเทศไทย และมักไม่แสดงอาการให้เห็น แต่หากโรครุนแรงมากขึ้นจะมีอาการแบบเฉียบพลันและอาจเสียชีวิต 

➪โรคกอร์แฮม ดิซีส หรือภาวะกระดูกทำลายตัวเอง คืออะไร?

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคกอร์แฮม ดิซีส หรือภาวะกระดูกทำลายตัวเอง เป็นโรคที่ประชาชนอาจไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อ เนื่องจากเกิดขึ้นได้น้อย โดยทั่วโลกมีรายงานพบผู้ป่วยเพียง 300 คนเท่านั้น สำหรับประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 3 ราย


โรคกอร์แฮม ดิซีส เป็นภาวะที่กระดูกเกิดการละลาย หรือเสื่อมสลายแบบเฉียบพลัน สามารถเกิดขึ้นได้กับกระดูกทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง กะโหลกศีรษะ และขากรรไกร นอกจากนี้ยังมีการเติบโตที่ผิดปกติของผนังท่อน้ำเหลืองร่วมด้วย ซึ่งภาวะกระดูกละลายยังส่งผลต่อกล้ามเนื้อโครงสร้างของร่างกาย อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่อวัยะภายในได้ ทั้งนี้สามารถเกิดขึ้นได้และทุกช่วงอายุ มีรายงานตั้งแต่อายุน้อยกว่า 1 เดือนและอายุมากกว่า 70 ปี โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง


➪สาเหตุของโรคกอร์แฮม ดิซีส หรือภาวะกระดูกทำลายตัวเอง

นายแพทย์สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคกอร์แฮมดิซีส เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการให้เห็นในทันที แต่จะมีอาการอย่างเฉียบพลันเมื่อโรคเริ่มรุนแรงขึ้นและอาจเสียชีวิต 


➪อาการของโรคกอร์แฮม ดิซีส หรือภาวะกระดูกทำลายตัวเอง

อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่เป็น เช่น บริเวณใบหน้า จะมีความผิดปกติของใบหน้า รู้สึกปวดฟัน หรือฟันหัก บางรายอาจมีอาการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง หากเกิดที่กระดูกสันหลัง และกะโหลกศีรษะ จะมีอาการผิดปกติของระบบประสาท หรือมีอาการปวดหลัง ปวดเอว แบบเรื้อรัง บางรายอาจเป็นอัมพาตอย่างเฉียบพลัน หากเป็นบริเวณทรวงอก หรือกระดูกทรวงอก อาจทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก และอาจพบภาวะน้ำเหลืองท้นในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ และช่องปอด นอกจากนี้หากเกิดการแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจอาจถึงแก่ชีวิต


➪การรักษาโรคกอร์แฮม ดิซีส หรือภาวะกระดูกทำลายตัวเอง

สำหรับการรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งอาจใช้วิธีผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัด หรือใช้หลายๆวิธีควบคู่กัน ซึ่งการรักษาจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วย โรคดังกล่าวแม้จะดูเหมือนเป็นโรคไกลตัว แต่ประชาชนควรดูแลสุขภาพของตนเอง หากพบความผิดปกติในร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาได้เร็ว โอกาสหายจากโรคย่อมสูงขึ้น





ข้อมูล :กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ที่มา :  https://www.sanook.com/health/13673/

« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น