BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ซิฟิลิส (Syphilis) คืออะไร?


ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยปกติจะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิสหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงตามมาภายหลังได้ การดำเนินโรคในขั้นต้นโดยทั่วไปจะเริ่มจากบาดแผล ซึ่งมักพบบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ลักษณะของแผลจะเป็นแผลที่ไม่รู้สึกเจ็บ (Painless sore) หรือเรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) การแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นสามารถเกิดได้ผ่านทางการสัมผัสระหว่างบาดแผลนี้กับผิวหนังหรือเยื่อบุต่าง ๆ

โรคซิฟิลิสอาจเป็นปัญหาที่ตรวจพบได้ยาก เนื่องจากการดำเนินโรคหลังจากได้รับเชื้อแล้ว เชื้อแบคทีเรียชนิดสามารถหลบซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ภายในร่างกายเราได้เป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะมีอาการแสดงขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งระยะนี้เรียกว่าระยะแฝง (Latent phase) หากเราสามารถตรวจพบการติดเชื้อนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ และหลังจากรักษาจนหายขาดแล้ว เราจะไม่เป็นโรคซิฟิลิสเว้นแต่ว่าจะได้รับเชื้อจากผู้ติดเชื้อรายอื่น ในกรณีนั้นเราก็สามารถเป็นโรคซิฟิลิสได้เช่นเดียวกัน

สาเหตุของโรคซิฟิลิส

ซิฟิลิสเกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ผ่านทางรอยขีดข่วนหรือบาดแผลเล็ก ๆ บนผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ การแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะแรก ซึ่งเป็นระยะที่มีแผลริมแข็ง (Chancre) หรือในระยะที่สอง ซึ่งจะมีอาการแสดงคือมีผื่นขึ้น หรือแม้แต่ในช่วงแรก ๆ ของระยะแฝง (Early latent phase) ซึ่งไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลยก็ตาม

หลายคนมีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการติดต่อของเชื้อซิฟิลิส ในความเป็นจริงเชื้อชนิดนี้จะไม่ติดต่อผ่านทางการใส่เสื้อผ้าร่วมกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือกินอาหารจากภาชนะเดียวกัน หรือแม้แต่จากลูกบิดประตู สระว่ายน้ำ อ่างอาบน้ำ หรือการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ นอกจากนี้ มีการติดเชื้อบางกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก สามารถเกิดได้จากการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่มีการติดเชื้ออยู่ขณะนั้น เช่น ผ่านทางการจูบ เป็นต้น

โรคติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด (Congenital Syphilis)

ซิฟิลิสสามารถติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์หรือระหว่างการคลอดได้ การติดเชื้อกรณีนี้จะเรียกว่าโรคติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด (Congenital syphilis) ซึ่งนับเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง และมีผลร้ายแรงอาจถึงแก่ชีวิตได้ การติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิดนี้สามารถทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือเกิดการเสียชีวิตในทารกแรกเกิดได้ นอกจากนี้การติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิดยังสามารถส่งผลให้มีอาการหูหนวก ตาบอด มีความผิดปกติทางโครงสร้างต่าง ๆ รวมถึงความผิดปกติทางระบบประสาทในเด็กได้  ซึ่งหากเราสามารถตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน (Penicillin) จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการต่าง ๆ เหล่านี้ได้

ความชุกของโรคซิฟิลิส

อ้างอิงจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 2014 มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อซิฟิลิสในระยะที่หนึ่งและระยะที่สอง รวมกันประมาณ 20,000 ราย โดยทั่วไปการติดเชื้อซิฟิลิสพบได้บ่อยกว่าในผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรักร่วมเพศ โดยรายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า จากกลุ่มผู้ติดเชื้อซิฟิลิสทั้งหมดในปี ค.ศ. 2014 เป็นกลุ่มชายรักร่วมเพศมากถึง 60% ในขณะที่กลุ่มผู้ชายที่ระบุว่ามีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้นมีอัตราส่วนประมาณ 12% และอีก 18% เป็นผู้ชายที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดการมีเพศสัมพันธ์ ในส่วนของจำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้หญิงมีเพียงราว ๆ 10% จากกลุ่มผู้ติดเชื้อทั้งหมดเท่านั้น

อาการของโรคซิฟิลิส (Syphilis) และการวินิจฉัยโรคซิฟิลิส

การติดเชื้อซิฟิลิสจะมีการดำเนินของโรคเป็นระยะ ๆ แต่ละระยะจะมีอาการต่างกันไป

ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะประกอบไปด้วยระยะเริ่มต้น (Primary stage) ระยะที่สอง (Secondary stage) ระยะแฝง (Latent stage) และระยะที่สาม (Tertiary stage)

อย่างไรก็ตามโรคซิฟิลิสไม่ได้จำเป็นต้องมีลำดับการดำเนินโรคตามที่กล่าวเสมอไป อาจมีการสลับหรือมีระยะทับซ้อนกันได้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิสบางคนอาจได้รับเชื้อไปเป็นระยะเวลานานหลายปีโดยไม่ได้รู้ตัวเลยก็เป็นได้

โรคซิฟิลิสระยะที่หนึ่ง (Primary Syphilis)

โรคซิฟิลิสมักจะแสดงอาการเริ่มต้นจากการมีแผลเล็ก ๆ ที่เรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) โดยแผลริมแข็งจะเกิดขึ้นหลังจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ชายแผลริมแข็งมักจะเกิดในบริเวณปลายหรือลำอวัยวะเพศ

ในผู้ป่วยบางราย อาจไม่ทันสังเกตหรือไม่รู้ตัวว่ามีแผลเกิดขึ้น เนื่องจากแผลนี้จะไม่มีอาการปวด และแผลอาจซ่อนอยู่ภายในช่องคลอดหรือทวารหนัก จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อซิฟิลิสได้

แผลริมแข็งนี้โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพียงตำแหน่งเดียว แต่ก็มีบางส่วนที่มีแผลหลายตำแหน่ง โดยแผลริมแข็งจะสามารถหายเองได้ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ แม้ไม่ได้ทำการรักษาใด ๆ ก็ตาม

โรคซิฟิลิสระยะที่สอง (Secondary Syphilis)

หลังจากที่แผลริมแข็งหายไปไม่นาน ผู้ป่วยซิฟิลิสอาจมีผื่นขึ้นได้ ผื่นนี้มักจะขึ้นบริเวณลำตัว แต่ก็สามารถกระจายไปทั่วร่างกาย รวมถึงมีผื่นขึ้นที่มือและเท้าได้เช่นเดียวกัน หรือบางครั้งอาจมีแผลคล้ายหูด (Wart-like sores) ขึ้นภายในปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย

โดยปกติผื่นจากซิฟิลิสจะไม่มีอาการคัน แต่อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้

➠อาการปวดกล้ามเนื้อ
➠ไข้
➠เจ็บคอ
➠ต่อมน้ำเหลืองโต

อาการต่าง ๆ เหล่านี้สามารถหายไปเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้เช่นเดียวกัน

โรคซิฟิลิสระยะแฝง (Latent Stage)

หากไม่ได้รักษา ซิฟิลิสระยะที่สอง (Secondary stage) สามารถดำเนินต่อไปเป็นระยะแฝง (Latent stage) หรือระยะหลบซ่อน (Hidden stage) ได้

ในระยะแฝง ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ ที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อซิฟิลิสเลย โดยระยะแฝงนี้อาจกินระยะเวลาได้นานเป็นปี หรืออาจหายสนิท ไม่มีอาการกลับขึ้นมาอีกเลยก็ได้

โรคซิฟิลิสระยะสาม (Tertiary stage)

ซิฟิลิสระยะแฝง (Latent stage) อาจมีการดำเนินโรคต่อเนื่องไปสู่ระยะสาม (Tertiary stage) โดยมีอัตราส่วนผู้ติดเชื้อประมาณ 15-30 % จากผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้ทำการรักษาทั้งหมดจะพัฒนามาสู่ระยะนี้

อาการของซิฟิลิสระยะที่สาม การติดเชื้ออาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อสมอง ระบบประสาท ตา หัวใจ เส้นเลือด ตับ หรือกระดูกและข้อต่อ ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้ จะเกิดขึ้นหลายปีหลังจากติดเชื้อแต่ไม่ได้รักษา

โรคซิฟิลิสโดยกำเนิด (Congenital Syphilis) และลักษณะจมูกแบบซิฟิลิส (Syphilis Nose)

สตรีมีครรภ์สามารถแพร่เชื้อซิฟิลิสจากตนเองไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ทั้งผ่านทางรกและติดเชื้อระหว่างการคลอด โดยส่วนใหญ่ทารกที่ติดเชื้อจะไม่มีอาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน บางส่วนอาจมีผื่นขึ้นที่บริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้าได้ ในเวลาต่อมาทารกที่ติดเชื้อซิฟิลิสอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินผิดปกติ มีโครงสร้างฟันผิดปกติ หรือมีรูปร่างจมูกผิดปกติ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวเรียกว่า จมูกแบบซิฟิลิส (Syphilis nose) หรือจมูกอานม้า (Saddle nose) ซึ่งส่วนของดั้งจมูกจะแฟบบุ๋มลงไป

การตรวจและวินิจฉัยโรคซิฟิลิส

หากคุณหรือบุตรประสบปัญหามีสารคัดหลั่งผิดปกติจากบริเวณอวัยวะเพศ หรือมีผื่นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณขาหนีบ ให้รีบไปพบแพทย์

หากสงสัยการติดเชื้อซิฟิลิส แพทย์จะตรวจเพื่อยืนยันการติดเชื้อ โดยใช้วิธีเจาะเลือดหาแอนติบอดี (Antibody) หรือภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรียที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา โดยแอนติบอดีต่อเชื้อซิฟิลิสนี้จะคงอยู่ในร่างกายเราได้เป็นเวลานานหลายปี ทำให้การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถบ่งบอกการติดเชื้อในอดีตได้

ในซิฟิลิสระยะต้นและระยะที่สอง แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเซลล์ (Cell) จากบริเวณบาดแผลหรือบริเวณผื่นเพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย

หากแพทย์สงสัยว่าคุณอาจมีการติดเชื้อเป็นโรคซิฟิลิสระยะที่สาม และมีอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทเกิดขึ้น อาจมีความจำเป็นที่จะต้องเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar puncture) เพื่อนำน้ำไขสันหลัง (Cerebral fluid) ไปตรวจหาความผิดปกติต่อไป

ผลกระทบที่เกิดจากซิฟิลิส

หากไม่ได้รับการรักษา ซิฟิลิสสามารถส่งผลต่อหัวใจและสมอง และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ จากรายงานการศึกษาพบว่าการติดเชื้อซิฟิลิสมีความเกี่ยวข้องกับโรคเส้นเลือดแดงโป่งพอง (Arterial aneurysm) การอักเสบของเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า (Inflammation of aorta) ซึ่งเป็นเส้นเลือดแดงหลักของร่างกาย และยังมีผลทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อลิ้นหัวใจได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ซิฟิลิสยังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิตอีกหลายประการ ได้แก่

➠โรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน หรือฉีกขาด (Stroke)
➠โรคเยื่อหุ้มไขสันหลังอักเสบ (Meningitis)
➠การได้ยินผิดปกติ
➠การมองเห็นผิดปกติ
➠โรคความจำเสื่อม

การติดเชื้อซิฟิลิสยังมีผลเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือที่เรียกกันว่าเอดส์ (AIDs) อีกด้วย

จากรายงานการศึกษาระบุว่า ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อซิฟิลิสทางการมีเพศสัมพันธ์ มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ได้มากถึง 2-5 เท่าของคนทั่วไป โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่บาดแผลริมแข็งในโรคซิฟิลิสสามารถมีเลือดออกและทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ ในผู้หญิง ซิฟิลิสเป็นปัญหาสำคัญในช่วงที่ตั้งครรภ์ ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด และมีผลทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ และการเสียชีวิตของทารกได้ในช่วงไม่กี่วันหลังคลอด และท้ายที่สุด ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิสอาจเกิดตุ่มหรือก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่เรียกว่ากัมม่า (Gummas) ซึ่งกัมม่าสามารถเกิดได้ทั้งบริเวณ ผิวหนัง กระดูก หรืออวัยวะภายในก็ได้ โดยจะเกิดในระยะหลังของการติดเชื้อ (Late stage of infection)

การรักษาโรคซิฟิลิส

หากพบอาการป่วยของโรคนี้ ควรได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่มีผลแทรกซ้อนในระยะยาว

ข้อแนะนำวิธีรักษาสำหรับโรคซิฟิลิส คือ การใช้ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง โดยสรรพคุณของเพนิซิลลินนั้นอยู่ที่ความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคซิฟิลิสนั่นเอง ในช่วงการรักษา แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะจบการรักษา และผลตรวจเลือดของผู้ป่วยก็ต้องได้รับการยืนยันว่าหายขาดแน่นอนแล้ว

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจแนะนำให้ผู้ป่วยแจ้งคู่นอนของตนเพื่อเข้ามารับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง รวมทั้งอาจให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) เนื่องจากการป่วยเป็นโรคซิฟิลิสนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีที่สูงขึ้นกว่าเดิมด้วย

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ หากพบว่าการติดเชื้อของผู้ป่วยอยู่ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี จะสามารถหยุดการลุกลามของโรคได้ด้วยการฉีดยาเพนิซิลลินเพียง 1 เข็ม แต่ถ้าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี อาจต้องรับการยาฉีดชนิดนี้มากขึ้นอีก

เมื่อพบว่าผู้ป่วยแพ้ยาเพนิซิลลิน แพทย์ก็จะเสนอการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดอื่น ๆ แต่กระนั้น ยาเพนิซิลลินเป็นยาปฏิชีวนะเพียงชนิดเดียวที่สามารถใช้กับสตรีมีครรภ์ได้

การรักษา 

ให้ยาต้านจุลชีพ การรักษาซิฟิลิสในระยะแรก (Early syphilis) จะให้ยา Benzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) Doxycycline 100 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง 2 สัปดาห์ หรือ Erythromycin 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 2 สัปดาห์ หรือ Tetracycline 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 2 สัปดาห์ หรือ Ceftriaxone 125 มิลลิกรัม ฉีดทางกล้ามเนื้อวันละครั้ง 10 วัน หรือ 250 มิลลิกรัม ฉีดทางกล้ามเนื้อวันเว้นวัน 5 ครั้ง หรือ 1 กรัม ฉีดทางกล้ามเนื้อวันเว้นวัน 4 ครั้ง

การรักษาซิฟิลิสในระยะปลาย (Late syphilis) จะให้ยา Benzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) สัปดาห์ละครั้ง 3 สัปดาห์ หรือ Penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (IV) ทุก 4 ชั่วโมง 10 – 14 วัน หรือ Doxycycline 100 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง 4 สัปดาห์ หรือ Tetracycline 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 4 สัปดาห์

การรักษาซิฟิลิสประสาทหรือมีการติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลาง จะให้ยา Procaine Penicillin G 2.4 ล้านยูนิต (MU) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) ฉีดวันละครั้งหรือ Probenecid 500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง 10-14 วัน

การรักษาซิฟิลิสแต่กำเนิด จะรักษาด้วย Penicillin G 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม IV ทุก 12 ชั่วโมง 1 สัปดาห์ หรือ 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม IV ทุก 8 ชั่วโมง 10-14 วัน Procaine Penicillin G 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม IM วันละครั้ง 10-14 วัน

การแพ้ยาเพนิซิลลินและการตั้งครรภ์

หากผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์เกิดแพ้ยาเพนิซิลลิน แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีที่เรียกว่า ดิเซนซิไทเซชัน (Desensitization) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถใช้ยาเพนิซิลลินได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วย หากพบว่ามีอาการแพ้อย่างรุนแรง แพทย์อาจต้องให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวในโรงพยาบาล

วิธีรักษาประเภทดิเซนซิไทเซชันคือการรักษาด้วยวิธีให้ยาในปริมาณน้อย ๆ ก่อน จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นภายในเวลา 12 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายของผู้ป่วยได้ปรับตัว จนสามารถทนต่อยาเพนิซิลลินได้ สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อให้กำเนิดบุตรแล้ว ควรพาบุตรมารับการตรวจและรักษาเช่นเดียวกันด้วย

ปฏิกิริยาจาริช-เฮิร์กไซเมอร์ (Jarisch-Herxheimer Reaction)

ผู้ป่วยอาจพบเจออาการที่เรียกว่า ปฏิกิริยาจาริช-เฮิร์กไซเมอร์ ในวันแรกของการรักษาโรคซิฟิลิส

อาการและอาการแสดงอันเป็นผลจากปฏิกิริยาดังกล่าว มีดังนี้

➠มีไข้และหนาวสั่น
➠คลื่นไส้
➠ปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อและข้อกระดูก
➠ปวดศีรษะ

ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายไปเองภายใน 1-2 วันหลังแสดงอาการ

ฉันควรไปตรวจซิฟิลิสหรือไม่

การเข้ารับการตรวจถือเป็นวิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างชัดเจนว่าคุณเป็นซิฟิลิสหรือไม่

คุณควรได้รับการตรวจหากคุณหรือคู่ของคุณแสดงอาการของโรคซิฟิลิส หรือถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน คุณไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่มีซิฟิลิสเพียงเพราะคุณรู้สึกแข็งแรงดีเท่านั้น เช่นเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ วิธีเดียวที่จะรู้แน่ชัดคือการเข้ารับการตรวจ

หากคุณสังเกตเห็นอาการเจ็บบริเวณอวัยวะเพศหรือพบว่ามีอาการอื่น ๆ ของซิฟิลิส คุณควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ การเข้ารับการตรวจนั้นถือเป็นความคิดที่ดี หากคุณเคยมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือถ้ามีคนที่คุณเคยมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นเป็นโรคซิฟิลิส (แม้ว่าคุณจะไม่สังเกตเห็นอาการใด ๆ ก็ตาม) และยิ่งถ้าหากคุณกำลังตั้งครรภ์ แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้คุณรับการทดสอบซิฟิลิสอีกด้วย

โดยทั่วไป คนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ควรได้รับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ประมาณปีละครั้ง คุณสามารถสอบถามแพทย์ได้ว่าคุณควรจะต้องตรวจหาเชื้อซิฟิลิสหรือไม่ สิ่งที่ดีที่สุดภายหลังการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็คือ เมื่อผ่านการตรวจไปแล้วและไม่พบเชื้อใด ๆ คุณก็จะสบายใจ ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคต่าง ๆ หรือไม่ และยิ่งถ้าตรวจแล้วพบว่าคุณมีเชื้อซิฟิลิสอยู่จริง ๆ คุณยิ่งควรทราบผลนั้นทันที เพื่อที่จะได้รับยาและกำจัดเชื้อออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการตรวจซิฟิลิส

คุณสามารถเข้าตรวจเชื้อซิฟิลิสได้แม้ว่าว่าคุณจะมีแผลหรืออาการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ตาม โดยปกติพยาบาลหรือแพทย์จะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปทดสอบหาเชื้อซิฟิลิส หากคุณมีแผลบริเวณอื่น ๆ ที่เปิดอยู่แล้ว พวกเขาอาจเก็บตัวอย่างของเหลวจากแผลนั้นด้วยก้านสำลีและนำไปทดสอบ

การเข้าตรวจโรคอาจจะดูน่ากลัวและน่าอาย แต่ขอบอกว่าคุณควรจะทำใจให้สบาย การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ และเป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพของคุณ นอกจากนี้ หากพบเชื้ออยู่จริง ข่าวดีก็คือโรคซิฟิลิสสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ดังนั้นหากคุณรู้ผลเร็ว คุณก็ยิ่งจะกำจัดมันได้ง่ายขึ้นและไวขึ้นด้วย

ฉันจะเข้ารับการตรวจซิฟิลิสที่ไหน?

คุณสามารถเข้ารับการทดสอบซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกชุมชนที่รับตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเข้าตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายประจำปี หรือการตรวจทางสูตินรีเวชตามปกติ นั่นคือคุณต้องแจ้งแพทย์หรือพยาบาลว่าต้องการรับการตรวจนี้

ทำใจให้สบาย เปิดกว้าง และให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมากับพยาบาลหรือแพทย์ของคุณเพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยคุณคิดได้ว่าการตรวจแบบใดจะดีที่สุดสำหรับคุณ จงอย่าอาย ! ขอให้ทราบว่าสิ่งที่แพทย์กำลังทำนั้นเพื่อช่วยรักษาคุณ ไม่ได้ต้องการตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์หรือเล่าลับหลังใด ๆ


การป้องกันการติดเชื้อซิฟิลิส

แม้ว่าการรักษาโรคซิฟิลิสจะสามารถป้องกันการเกิดผลกระทบที่ตามมาภายหลังได้ แต่อาการหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ไม่สามารถย้อนกลับได้ ดังนั้น แพทย์จึงแนะนำให้ป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่แรก โดยมีวิธีต่าง ๆ ดังนี้

➠งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์เฉพาะสามี-ภรรยา / คู่นอนของตนเองคนเดียวเท่านั้น

➠ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ (การใช้ถุงยางอนามัยสามารถลดการติดเชื้อซิฟิลิสได้ แต่ตัวถุงยางอนามัยต้องครอบคลุมบริเวณแผลด้วย)

➠หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา หรือยาเสพติดประเภทต่าง ๆ (การดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา หรือการใช้ยาเสพติดต่าง ๆ มีผลทำให้ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ และอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันได้)

➠สำหรับสตรีมีครรภ์ทุกราย แพทย์แนะนำว่าควรได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสระหว่างการตั้งครรภ์

การพยาบาล

ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ร่วมกับการประคับประคองด้านจิตใจทั้งในระยะการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรค วิธีป้องกันการติดโรคซ้ำ ดูแลผู้ป่วยเพื่อลดความเจ็บปวด โดยให้รับประทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา ประคบแผลด้วยน้ำเกลือ ดูแลให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ เน้นเกี่ยวกับการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ การรับประทานยาให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่แพทย์สั่ง การมาตรวจตามนัด

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือโรค" โดยปราณี ทู้ไพเราะ จากจากโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคซิฟิลิส 

ซิฟิลิสมีวีธีรักษาอย่างไรบ้าง
คำตอบ: รักษาโดยการใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดเพนนิซิลินแบบฉีด - ตอบโดย รัตน์พล อ่ำอำไพ (นพ.)

โรคซิฟิลิสมียารักษาที่ทำให้หายขาดหรือไม่
คำตอบ: โรคซิฟิลิสรักษาได้ แต่การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรคด้วยแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อที่จะได้วินิจฉัยและตรวจรักษา และต้องให้คู่นอนเข้ารับการรักษาด้วย - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

คำตอบ 2: โรคซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงสามารถใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อและรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะอยู่ในระยะใดของโรค แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาวจนลามเข้าสู่ประสาท สมอง หรืออวัยวะอื่น อาจทิ้งร่องรอยโรคหรือความพิการ (sequelae) เอาไว้ได้ หรือแม้แต่ถึงแก่ชีวิต ต้องระวังการแพร่เชื้อ เพราะอาจถ่ายทอดไปสู่คู่นอนได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J. (หมอเปี๊ยก) (นพ.)

โรคซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์ สามารถทำให้บุตรเป็นโรคซิฟิลิสแต่กำเนิดหรือไม่ ?
คำตอบ: ซิฟิลิสโดยกำเนิดมักจะเกิดกับการติดเชื้อหลังอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบสร้างภูมิคุ้มกันของทารกทำงานแล้ว เนื่องจากพยาธิสภาพของโรคเกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน การรักษาซิฟิลิสจึงต้องรักษาทุกอายุครรภ์ ผลเสียของการติดเชื้อในมารดาที่ไม่ได้รับการรักษาคือ เพิ่มอัตราการแท้งหลัง 4 เดือน ทารกตายขณะคลอด คลอดก่อนกำหนด ทารกในครรภ์โตช้า ทารกบวมน้ำ ทารกเป็นซิฟิลิสโดยกำเนิด ทารกบวมน้ำเกิดจากระบบการทำงานของตับผิดปกติ ส่งผลให้มีภาวะซีดและเกล็ดเลือดต่ำในทารก มีน้ำในท้อง และเกิดการบวมน้ำได้ ดังนั้นการติดเชื้อจะส่งไปที่ทารกได้ คุณแม่ต้องรักษาและติดตามผลหลังการรักษากับแพทย์อย่างใกล้ชิด - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

เป็นโรคซิฟิลิสแล้วฉีดยาห่างกันเป็นเดือน ๆ จะมีโอกาสหายขาดไหม
คำตอบ: ต้องไปตรวจอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไม่สะดวกไปตรวจที่ รพ. ก็ไปคลินิคเอกชนด้านนอกได้ เดี๋ยวนี้มีบริการหลายที่ อย่างที่ V-med Clinic เราแนะนำเลย ป้าเราไปตรวจเลือดมา ที่นี่ให้บริการดี โทรไปสอบถามก่อนได้ที่ 052-001119 หรือเข้าไปอ่านรายละเอียดการบริการในเว็บ www.vmedclinic.com ได้ - บุคคลนิรนาม


ที่มา : 

« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น