BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"30 ยังโสดไม่แปลก" นักวิชาการชี้คนทั้งโลกเป็นเหมือนกัน


อายุมากแล้ว มีทุกอย่างยกเว้นคนรู้ใจ ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะคุณแปลกประหลาดอะไร แต่อาจกำลังอยู่ใน “Waithood” ที่กำลังเป็นปรากฎการณ์ทั้งโลกอันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจและความคาดหวังของสังคม

ปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไดแอน ซิงเกอร์แมน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน กรุงวอชิงตันดีซี เรียกว่า “ปรากฏการณ์ของการรอ (Waithood)” คือการที่ความคิดเรื่องการงาน ความสำเร็จ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาในวัฒนธรรมโลกทำให้ฐานคิดของการมีความรักและการมีชีวิตคู่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

ซิเกอร์แมนศึกษาหนุ่มสาวชาวตะวันออกกลางแล้วพบว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งเพศสภาวะและเศรษฐกิจ เช่น ในอียิต์การแต่งงานเป็นเรื่องแพงเกินไป แต่จะมีบุตรเลยก่อนแต่งงานสังคมก็ไม่ยอมรับ จึงตัดสินใจชะลอการแต่งงานออกไป ผู้ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นชายหนุ่ม

เมื่อมองกับสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกแล้วก็สอดคล้องกัน การที่มีอัตราว่างงานสูงและค่าแรงต่ำทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ ประเทศที่สังคมคาดหวังให้ฝ่ายชายจ่ายค่าสินสอดและลงทุนสร้างครอบครัวจะเป็นหนักหน่อย ขณะที่ประเทศที่การแต่งงานไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายอย่างกรีซ สเปน และฝรั่งเศสก็มีปัญหาจากการนิยามความเป็นผู้ใหญ่ของสังคม เช่น ถ้าไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเสียทีก็จะไม่กล้าแต่งงาน

แนนซี สมิธ-ฮาฟเนอร์ นักมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยบอสตันที่ศึกษาสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็พบว่าเรื่องนี้เกิดกับเด็กสาววัยรุ่นด้วย โดยนักศึกษาในเมืองยอร์กยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่ต้องการเรียนให้จบและประสบความสำเร็จในสายอาชีพก่อนจึงแต่งงาน ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมของประเทศอินโดนีเซียมองว่าการแต่งงานเป็นเรื่องจำเป็น และมีเปอร์เซ็นหญิงอายุมากกว่า 40 ปีที่ยังโสดเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น

ทั้งนี้ สมิธ-ฮาฟเนอร์ก็พบว่าหนทางที่สาว ๆ ใฝ่ฝันว่าจะประสบความสำเร็จก่อนแต่งงานมักมีโอกาสไปตามที่หวังน้อยมาก เนื่องจากหญิงสาวรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นกับการเรียนจนจบและทำงานหนักก็จะไม่มีโอกาสมองหาคู่ชีวิตเพื่อสร้างครอบครัว เมื่อไม่ได้มีคู่ครองในเวลาพร้อมก็จะเกิดเป็นความวิตกกังวลและคิดว่าเป็นความผิดเฉพาะตัว ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนอีกหลายคนบนโลกก็กำลังประสบปัญหาเดียวกัน

เรื่อง Waithood นี้ไม่ธรรมดา มาร์เซีย อินฮอร์น นักวิชาการด้านมนุษยวิทยาและการเมืองระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยเยล ถึงกับเคยตั้งเป็นหัวข้อจัดงานสัมมนาเมื่อกันยายนที่ผ่านมา

“เรื่องนี้กำลังเป็นเทรนโลก มีงานวิจัยหลายชิ้นตั้งเป้าค้นคว้าว่าทำไมคนเราถึงแต่งงานกันช้าลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่มีมีการศึกษาสูง” มาร์เซีย อินฮาร์นกล่าว และยังเสริมว่าสามารถพบหัวข้อวิจัยเรื่องนี้ได้ทั้งในจอร์แดน จีน สหรัฐอเมริกา รวันดา กัวเตมาลา และประเทศอื่น ๆ

อินฮาร์นเชื่อว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องการการที่ผู้หญิงประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ชาย เห็นได้จากปัจจุบันผู้หญิงทั่วโลกเข้าเรียนชั้นมหาวิทยาลัยได้มากกว่าผู้ชาย เช่น ในสวีเดน และเรียนสูงกว่า เช่น ในแอฟริกาใต้ นอกจากนี้ไม่ได้มีแต่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่มีผล แต่สถิติจากหลายประเทศในเขตแอฟริกาซับ-ซาฮาราน ก็แสดงให้เห็นว่าแม้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการก็เอาอย่างผู้หญิงเรียนสูงรอบ ๆ ตัว โดยพวกเธอต้องการจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนอายุเกือบ 30 ก่อนจึงแต่งงาน ค้านกับวัฒนธรรมการแต่งงานตั้งแต่วัยรุ่นอย่างที่เคยเป็น

ผู้หญิงได้รับแรงกดดันมากว่า Waithood นี้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายสามารถเป็นพ่อในอายุเท่าไหร่ก็ได้ แต่สำหรับผู้หญิง เมื่อเวลาล่วงเลยไปก็จะเป็นแม่ได้ยากขึ้น นอกจากนี้ปัญหาการหาคู่ครองของผู้หญิงที่มีอายุมากและประสบความสำเร็จก็ทำได้ยากกว่าผู้ชาย เพราะแม้วัฒนธรรมโดยรวมจะเปลี่ยนไปแต่ค่านิยมที่ผู้หญิงควรแต่งงานกับผู้ชายที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเองยังมีอยู่ทั่วโลกและยากที่จะทำลายลงได้ โดยเป็นผลมาจากความคิด “ความเป็นชายแบบเก่า” ที่ต้องสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

การใช้แอปพลิเคชันหาคู่ครองที่มีคุณสมบัติตรงใจอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่ปัญหานี้จะแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนความคิดเรื่องบทบาททางเพศ สมิธ-ฮาฟเนอร์เห็นว่าถ้าสังคมยอมรับว่าผู้หญิงเองก็เป็นเสาหลักของครอบครัวได้ หญิงโสดเก่ง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมองหาผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่พร้อม (และเป็นโสด) ซึ่งมีน้อยลงทุกทีอีกต่อไป พวกเธออาจแต่งงานกับชายอายุน้อยกว่าหรือประสบความสำเร็จน้อยกว่าได้โดยไม่ต้องอายใคร นอกจากนี้ Waithood หรือการแต่งงานช้าก็อาจถูกทำให้ไม่ใช่ปัญหาได้ด้วยการให้การยอมรับความสัมพันธ์แบบอื่นเช่น การอยู่ร่วมกันเฉย ๆ โดยไม่ต้องเดินตามกรอบของสังคมที่ต้องแต่งงานแล้วจึงมีลูกได้ หรือการที่สังคมเปลี่ยนมายอมรับให้มีพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเดี่ยวได้ ก็จะทำให้สังคมยังคงมีเด็กเกิดสม่ำเสมอโดยไม่ต้องสนใจปัญหาการแต่งงาน


ที่มา : 

« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น