BREAKING NEWS
latest

728x90

ad satang pro referral

468x60

ad satang pro referral

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

P2P Lending Platform คืออะไร และเอา Blockchain มาประยุกต์ได้อย่างไร


หลายคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับธุรกิจ P2P Lending  ในประเทศไทย แม้มันจะพึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ล่าสุดช่วงต้นเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมาหลายคนก็คงได้เห็นประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เกี่ยวกับประเด็น Road Map การขอประกอบธุรกิจ P2P Lending

แม้ในประเทศไทยจะมีผู้ประกิบธุรกิจในลักษณะ P2P Lending อยู่บ้างแล้วก็ตาม แต่หลังจากที่ ธปท.ประกาศ Road Map ออกมา เชื่อว่าน่าจะมีผู้ประกอบการที่สนใจในธุรกิจดังกล่าวอยู่อีกมาก

P2P Lending คืออะไร
Peer-to-peer หากแปลตรงตัวนั้นก็คือบุคคลต่อบุคคล ส่วน Lending ก็คือการให้กู้ยืม ซึ่งหากรวมกันนั้นก็คือการกู้ยืมกันระหว่างบุคคล

เป็นเวลามากว่าหลายพันปีแล้วที่มนุษย์เราได้รู้จักการแบ่งปันที่เรียกว่า “ยืม” ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิทธิมาตรฐานที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิ่งของหรือเงิน แต่ไม่มีเงินที่ว่านี้อยู่ในมือ เมื่อไม่มีก็ต้องไปหาจากที่อื่นมา แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ใครจะเป็นฝ่ายให้ฟรี ๆ

เมื่อไม่มีการให้ฟรี ๆ ก็ต้องมีการทำสัญญากู้ยืมกันเกิดขึ้น ซึ่งข้อตกลงนั้นก็เป็นไปตามแต่ที่ผู้ให้ยืมจะพิจารณา ผู้ให้ยืมหลาย ๆ คนหวังที่จะขอค่าเสียเวลาและค่าให้ยืมโดยสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ดอกเบี้ย’ ขึ้นมา ซึ่งจำนวนอัตราดอกเบี้ยนั้นจะตกลงกับผู้ยืมอย่างไรก็อยู่ที่ความพอใจของทั้งสองฝ่าย

หากลองดูตั้งแต่ในอดีตนั้นจะพบว่ามีการนำเอาใบสัญญามาเพื่อกำกับการกู้ยืมกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าผู้ที่ให้กู้ยืมนั้นก็ต้องการเงินของพวกเขาคืน แต่อย่างไรก็ตาม ในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสัญญาที่ถูกเขียนขึ้นบนกระดาษ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผู้คนก็ไม่เคารพสัญญาที่พวกเขาลงชื่อเซ็น พวกเขาเบี้ยว หนี และไม่จ่าย จนส่งผลทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ให้ยืมกับผู้ยืม และนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องกัน หรือแย่ที่สุดก็คือการหลบหนีของผู้ยืมที่ไม่สามารถเอาผิดได้

นั่นส่งผลทำให้การยืมเงินระหว่างบุคคลในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องรู้สึก ‘ขยาด’ เนื่องมาจากปัญหาที่ได้อธิบายมาในข้างต้น และเหลือเพียงธนาคารที่ได้รับความนิยมแทน เนื่องจากว่าเป็นเพียงที่พึ่งสุดท้ายที่เมื่อผู้ยืมอยากจะยืมจากบุคคลด้วยกัน แต่เขาไม่มีให้ จึงต้องไปพึ่งธนาคารแทน และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือผู้ให้ยืมนั้นไม่มีทรัพยากรในการที่จะจัดการผู้กู้ยืม ในกรณีที่พวกเขาผิดนัด หรือไม่จ่าย ซึ่งแตกต่างจากธนาคารที่มีระบบเหล่านี้พร้อม

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าหากมีแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยีที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ให้ยืมกับผู้กู้ยืมล่ะ โลกในอุดมคติที่ไร้ตัวกลางอย่างธนาคาร ที่ P2P lending สามารถเกิดขึ้นมาได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายมีความสุข และไร้ซึ่งปัญหาจะสามารถมีขึ้นได้หรือไม่

P2P Lending Platform

Peer-to-Peer Lending Platform คือระบบที่ให้บริการด้านการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคล-ต่อ-บุคคล โดยผ่านออนไลน์ที่ไม่มีตัวกลางอย่างธนาคาร สำหรับขั้นตอนการทำงานของ P2P Lending Platform คือ แน่นอนว่าผู้กู้ทุกคนจะต้องถูกเช็คประวัติทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นหลักค้ำว่าในอนาคตเมื่อกู้เงินไปแล้วจะสามารถหาเงินมาคืนกับผู้ให้กู้ได้อย่างแน่นอน

หลังจากนั้นก็จะมีขั้นตอนตามระบบที่เริ่มจากการยื่นใบคำขอ ระบุจำนวนเงินที่ต้องการกู้ บอกวัตถุประสงค์การใช้เงิน รวมถึงระยะเวลาในการกู้ยืมเงิน ก่อนที่ระบบจะทำการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ เครดิตของผู้กู้ และความสามารถในการชำระหนี้จากข้อมูลที่ให้มาตอนลงทะเบียน ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าธนาคาร

ขณะที่การไปทำเรื่องขอกู้ที่ธนาคาร เฉพาะแค่การทำเรื่องยื่นใบคำขอก็อาจจะถูกกินระยะเวลาไปแล้ว 1 วันเต็มๆ ยังไม่รวมการตรวจสอบเอกสาร วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และเครดิตของผู้กู้ ซึ่งมีข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ Pwc ระบุว่า การใช้ P2P Lending กรณีของยุโรปใช้เวลาในการสืบและวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวของผู้กู้เพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้ผู้ปล่อยกู้พิจารณา บนฟังก์ชั่นการทำงานของ P2P lending

นอกจากนี้ P2P Lending ยังถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นทางการเงินและประสบความสำเร็จในระดับโลกโดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีแพลตฟอร์มดังกล่าวเกิดขึ้นบ้างแล้วเช่นกัน

P2P Lending ในไทย
เมื่อเร็วๆ นี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประกาศกรอบการกำกับดูแลระบบธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือ Peer-to-Peer Lending Platform ของกระทรวงการคลัง โดยให้ธุรกิจ Peer-to-Peer Lending Platform ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ให้กู้ และผู้ขอกู้ที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องเป็นบริษัทหรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 และต้องมีทุนขั้นต่ำ 5 ล้านบาทตลอดระยะเวลาการประกอบธุรกิจ

โดย Platfrm ดังกล่าวต้องมีแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภค และมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งในระยะแรกผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจ สามารถติดต่อเพื่อขอเข้าร่วมทดสอบใน Regulatory Sandbox ของ ธปท. และเมื่อพร้อมให้บริการในวงกว้างแล้ว ทางธปท. จะเสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาให้ใบอนุญาตต่อไป

สำหรับในประเทศไทยมีบริษัทที่ทำธุรกิจ P2P Lending เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดจากโมเดลธุรกิจของ Jifin coin ที่เรารู้จักกันดีในฐานะ ICO เจ้าแรก ๆ ของประเทศ ซึ่งJFin Coin นั้นเกิดขึ้นจากบริษัทในกลุ่ม Jaymart ที่ต้องการระดมทุนผ่าน ICO เพื่อนำไปพัฒนา Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) หรือการให้คนกู้เงินผ่านมือถือ ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นหลังบ้าน

หรือแม้แต่สตาร์ทอัพของคนไทยอย่าง PeerPower ผู้ให้บริการตลาดสินเชื่อออนไลน์ ที่ต้องการลดช่องว่างทางการเงิน เพื่อให้ผู้ขอสินเชื่อได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมโดยมุ่งเน้นช่วยเหลือ SME ในหลากหลายอุตสาหกรรม  

นอกจากนี้ยังมี บริษัท ได้เงินดอทคอม จำกัด แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้กู้และผู้ให้กู้ ในลักษณะ P2P Lending ที่ปลอดภัยโดยนำเสนอผลตอบแทนที่คุ้มค่า ต่อการให้กู้ และอัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับการกู้ ซึ่งผู้ให้กู้ได้ผลตอบแทนที่งอกเงยในขณะที่ผู้กู้ก็ได้ต่อยอดสร้างอนาคต

เปรียบเทียบ P2P Lending กับสถาบันการเงิน
แน่นอนว่าการกู้ยืมเงินนั้นส่วนมากแล้ว ภาพจำของทุกคนจะเป็นลักษณะของขอกู้ผ่านธนาคารต่างๆ ในประเทศไทย แต่สำหรับแพลตฟอร์ม P2P Lending ที่เกิดขึ้นนั้น จะมีความต่างจากสถาบันการเงินอย่างเห็นได้ชัด โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดนั้นก็คือเรื่องของต้นทุน ซึ่งแน่นอนว่าการขอกู้ยืมแบบออนไลน์จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ทั้งเรื่องของเวลา การเดินทาง และเอกสารต่างๆ ในขณะที่การเดินเทางไปขอกู้ยืมเงินที่ธนาคารจะต้องมีต้นทุนของเวลา ค่าเดินทาง และค่าธรรมเนียมต่างๆ

ให้คิดภาพสมมติว่าเราต้องการกู้ยืมเงิน สิ่งแรกที่เรานึกถึงคงหนีไม่พ้นการเดินไปธนาคาร เพื่อขอทำเรื่องกู้เงิน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีเอกสารต่างๆ มากมายที่ต้องใช้ ขั้นตอนที่มากมาย ไหนจะต้องนั่งรอเพื่อที่จะได้ยื่นเรื่อง ซึ่งเมื่อยื่นเรื่องจบแล้วก็ต้องรอการพิจารณาจากธนาคารที่ใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะทราบว่าการกู้ยืมเงินในครั้งนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน

แต่ในขณะที่มี P2P Lending เราสามารถยื่นขอคำกู้ที่ไหนก็ได้เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต สามารถกรอกขอคำกู้ผ่านแพลตฟอร์ม ผ่านช่องทางต่างๆ โดยไม่ต้องเดินทาง โดยการสืบและวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวของผู้กู้ อาจเสร็จสิ้นในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้ผู้ปล่อยกู้พิจารณา

นอกจากนี้กระบวนการพิจารณาขอกู้บนแพลตฟอร์ม P2P Lending นั้น จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำขอ และอนุมัติประมาณ 5 วัน ซึ่งต่างกับธนาคารที่อาจจะใช้เวลาเป็นใช้เวลามากกว่า

แล้ว P2P Lending บน Blockchain ล่ะ?

เรามักรู้กันดีอยู่แล้วว่าคุณสมบัติที่โดนเด่นของเทคโนโลยี Blockchain คืออะไร มันสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างถาวร ไม่มีใครสามารถแก้ไขมันได้ เพราะบนระบบการทำงานของ Blockchain นั้นหากผู้ใดเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ที่อยู่ในระบบจะช่วยกันตรวจและยืนยันว่ามันถูกต้องหรือไม่ ซึ่งถ้าเราพูดถึง P2P Lending นั้นมันมีข้อดีในตัวของมันเองอยู่แล้ว คือ การแลกเปลี่ยนกันกับผู้ขอกู้และผู้ปล่อยกู้โดยตรง แต่ถ้า P2P Lending อยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่วงทางที่ช่วยให้ทั้งผู้ขอกู้ และ ผู้ปล่อยกู้ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างตรงไปตรงมา ต่างกับการทำบนแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ทั่วไป ที่อาจจะถูกการโจรกรรมได้

นอกจากต้นทุนที่ต่ำและการใช้ระยะเวลาที่น้อยกว่า ในส่วนของขั้นตอนการทำสัญญาและโอนเงินจากผู้ให้กู้ไปยังผู้กู้ รวมถึงการทำสัญญาและติดตามการชำระหนี้ระหว่างทั้งสองฝ่าย  ซึ่งหากใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามาช่วย ก็จะทำให้สามารถตรวจสอบ ได้ง่ายมากขึ้น

จะได้ประโยชน์อะไรหากมี P2P Lending Platform
นับว่าเป็นอีกจุดที่น่าสนใจสำหรับ P2P Lending ที่อาจจะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมการเงินในส่วนของการขอกู้ยืมเงิน เพราะมันจะสามารถช่วยให้คนทุกระดับสามารถเข้าถึงการกู้เงินแบบง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างประสิทธิภาพการทำงาน อย่างเรื่อง การล่นระยะเวลาการทำงานต่างๆ ทั้งเรื่องของการเดินทาง เอกสาร การพิจารณา และรวมไปถึงขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อ ที่เดิมใช้เวลานาน แต่บน P2P Lending จะจัดการเรื่องต้นทุน มีต้นทุนที่น้อยลง ใช้เวลาที่น้อยลง เป็นต้น

ซึ่งหากถามว่าผู้ขอกู้จะได้ประโยชน์อะไร สิ่งที่ผู้ขอกู้จะได้คือ การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น เนื่องจากมีช่องทางในการทำธุรกรรมอยู่บนอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ผู้ปล่อยกู้สามารถประหยัดต้นทุนได้ ทั้งเรื่องของเอกสาร ต้นทุนพนักงาน การจัดตั้งบริษัท เป็นต้น

สรุป
P2P Lending เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นใหม่และในประเทศไทยเองกำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินงาน หากผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจในธุรกิจ P2P Lending ก็สามารถเข้าร่วมทดสอบใน Regulatory Sandbox ของ ธปท.ได้ ซึ่งเมื่อพร้อมให้บริการในวงกว้างแล้ว ทางธปท.จะเสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาให้ใบอนุญาตต่อไป และ P2P Lending ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงิน ที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ที่ต้องการกู้ยืมเงินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น



ที่มา : 


« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น