BREAKING NEWS
latest

728x90

ad satang pro referral

468x60

ad satang pro referral

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

“กินปลาเพื่อสุขภาพ” และประโยชน์จากเนื้อปลาที่ทุกคนควรรู้



ปลาเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงและคุณภาพดีเหมือนเนื้อสัตว์ทั่ว ๆ ไป นอกจากนั้นยังมีไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และคาร์โบไฮเดรต ปริมาณโปรตีนในปลาน้ำจืดกับปลาน้ำเค็มใกล้เคียงกันมาก ผลวิจัยบอกว่าปลาน้ำเค็มจะมีโปรตีนมากกว่านิดหน่อย และมีเปอร์เซ็นต์ไขมันต่ำกว่าปลาน้ำจืดเล็กน้อย
ปลาสามารถแยกประเภทและชนิดได้อย่างไร
จริง ๆ วิธีแยกประเภทของปลาคงจะมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าจะแยกเพื่อประโยชน์ประเภทใด แต่ในทางวิชาการแพทย์ หรือที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ก็คงจะแยกเป็นปลาน้ำจืด กับปลาน้ำเค็ม
ในเนื้อปลามีสารอาหารชนิดใดบ้างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ด้านหลัก : จะเป็นโปรตีน ซึ่งในเนื้อปลาจะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไขมันจะมีอยู่บ้าง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของปลา อย่างในปลาน้ำจืดจะมีไขมันไม่มากนัก ยกเว้นพวกปลาสวาย หรือปลาสลิดตากแห้ง ส่วนปลาทะเล ก็จะมีไขมันอีกประเภทซึ่งจะแตกต่างจากปลาน้ำจืด พวกที่เป็นกรดไขมันซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เราพบว่า มันมีคุณค่าในแง่ของการลดการจับตัวของเกล็ดเลือด และอาจจะช่วยในการป้องกันโรคต่างๆ อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจหรือไขมันในเลือดสูง นอกจากนั้น เครื่องใน ตับปลา ก็จะมีน้ำมันและวิตามินในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน เป็น วิตามิน A D E K และ แร่ธาตุ โดยเฉพาะในตัวปลาบางชนิดที่เรารับประทานได้ ก็จะได้แคลเซียมด้วย

ปกติเราควรรับประทานอาหารประเภทปลามากน้อยเพียงใดต่อวัน
ปกติร่างกายของคนเราจะต้องการโปรตีนแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่วงวัย เช่น วัยเด็กจะต้องการโปรตีนสูง 1.2 – 1.5 ต่อ น้ำหนักต่อ 1 กิโลกรัม ในผู้ใหญ่ 0.8-1 กรัม ต่อ กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งในแต่ละวันก็ควรบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ ด้วย
ในด้านประโยชน์ต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง
ด้านหลัก : ก็จะได้โปรตีน เพราะโปรตีน เพราะโปรตีนในเนื้อปลาจะย่อยง่าย มีคุณค่าในแง่ของการบำรุงสมอง การพัฒนาสมองในเด็ก โดยเฉพาะปลาทะเล นอกจากจะได้โปรตีนแล้ว ยังจะได้แร่ธาตุไอโอดีน จะมีบทบาทในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะป้องกันที่ไกลจากทะเลก็จะมีความเสี่ยงก็จะเกิดโรคคอพอก ในกลุ่มผู้สูงอายุก็เป็นแหล่งโปรตีน ที่รับประทานง่าย ย่อยง่าย ก็จะเป็นประโยชน์ของปลา

ในกรณีที่แพ้อาหารทะเล ไม่สามารถรับประทานได้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ถ้าขาดอาหารทะเลก็สามารถรับประทานปลาน้ำจืดแทนได้ แต่ถ้าไม่สามารถรับประทานปลาได้เลย เช่น เหม็นคาวปลา ก็ยังสามารถได้ในแหล่งโปรตีนอื่น ๆ เช่น เนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ไข่ดาว ถั่ว งา ร่างกายก็ยังจะได้โปรตีนเพียงพอ
การรับประทานปลาให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย
1. รับประทานปลาที่ปรุงสุก
2. เปลี่ยนประเภทของปลาไปเรื่อย ๆ ลดปัญหาการปนเปื้อน
3. บริโภคร่วมกับอาหารอื่น ๆ ให้ครบทุกชนิด คือ อาหารหลัก 5 หมู่

ที่เรียกกันว่า น้ำมันตับปลา หรือ น้ำมันปลา ควรรับประทานหรือไม่
ปัจจุบันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด จะมี 2 ประเภท คือ น้ำมันตับปลา หรือ น้ำมันปลา
น้ำมันตับปลา มีจำหน่ายมานานแล้ว ซึ่งผู้ใหญ่จะนำมาให้เด็ก ๆ ทาน เพื่อเป็นยาบำรุง ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์ ก็จะต้องการเสริมวิตามิน ซึ่งจะละลายในไขมัน A D E K ก็จะสกัดจากปลา มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ แต่ในปัจจุบันนี้ที่นิยมกันมากขึ้น คือ น้ำมันปลา (Fish oil) เป็นสารสกัดไขมันจากปลาทะเล มีการศึกษาจากการเปรียบเทียบเกี่ยวกับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในคนชาวเอสกิโม เมื่อเปรียบเทียบ กับชาวเอสกิโม จึงทำให้ชาวเอสกิโมมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า นับว่าชาวเอสกิโม จะรับประทานปลามากกว่า จึงทำให้ได้รับสารอาหารจากปลามากว่า ซึ่งจะมีฤทธิ์ลดกรดตัวของเกร็ดเลือด และลดไตรกีรเซอร์ไรด์ได้ดี ทำให้คนมีความสนใจมากขึ้น แต่จากการศึกษาทดลองจากแพทย์สหรัฐอเมริกา พบว่า การบริโภคแต่น้ำมันปลาในรูปเม็ด ไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจ และไม่ช่วยผู้ป่วยหายจากโรคหัวใจ


ในสมองกับตาของปลา มีโอเมก้า-3 สูงมาก น้ำมันปลาซึ่งเป็นน้ำมันที่ได้มาจากหัวปลา จึงมีโอเมก้า-3 ดีเอชเอ อีพีเอ ในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับน้ำมันที่ได้จากสัตว์อื่น การรับประทานน้ำมันปลาจึงมีส่วนช่วยทำให้เกล็ดเลือดซึ่งมีหน้าที่ทำให้เลือดแข็งตัวไม่เกาะกัน และไหลเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดได้
ข้อเสียของการรับประทานน้ำมันปลามากเกินไปก็มี คือทำให้เลือดออกง่าย ยิ่งถ้ารับประทานยาที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัวอยู่แล้วก็จะเป็นอันตรายได้ เช่น คนไข้ที่เลือดไปเลี้ยงสมองหรือไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ คุณหมอจะจ่ายยาแอสไพรินซึ่งเป็นยาที่ต่อต้านไม่ให้เกล็ดเลือดแข็งตัว และหากคุณยังต้องการรับประทานน้ำมันปลาควรอยู่ในความดูแลของคุณหมอ
ส่วนน้ำมันตับปลาได้มาจากตับของปลาจึงมีดีเอชเอต่ำ คุณแม่บางคนเข้าใจว่าถ้าลูกมีอาการเบื่ออาหารก็ให้รับประทานน้ำมันตับปลา เพื่อให้ได้วิตามินและหวังว่าลูกจะเจริญอาหาร ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิด เพราะหลังจากที่ไปปรึกษาคุณหมอแล้วจึงทราบว่า วิตามินที่มีในน้ำมันตับปลาไม่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารเลย
ในน้ำมันตับปลามีวิตามินที่ละลายในไขมันเท่านั้น คือ วิตามินเอ ดี อี เค ซึ่งหากได้รับวิตามินดีและเอมากเกินไปจะสะสมในร่างกายและเป็นอันตรายได้ หากเด็กขาดวิตามินคุณหมอจะสั่งเฉพาะวิตามินที่ขาดให้เท่านั้น และคุณหมอยังบอกอีกว่าน้ำมันตับปลาไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกายด้วย

ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ข้อแนะนำเพื่อสุขภาพ
1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
2. รับประทานอาหารให้พอเหมาะ
3. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมาก นอกจากจะช่วยควบคุมลำดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เส้นใยอาหารจะช่วย
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานที่มีไขมันในปริมาณมาก
5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
6. งดการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา

โปรตีนและไขมันของปลาจะสูงหรือต่ำ นอกจากจะขึ้นอยู่กับชนิดของปลาและคุณภาพของการเลี้ยง เช่น เลี้ยงโดยธรรมชาติหรือปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปแล้ว วิธีปรุงก็มีส่วน เช่น หากนำไปนึ่งหรือต้มเนื้อจะคล้ายปลาสด ปริมาณโปรตีนและไขมันจะไม่แตกต่างกันมาก แต่ถ้าย่างกับทอดน้ำจะออกไปทำให้น้ำหนักปลาลดลง ดังนั้นถ้ารับประทานปลาย่างหรือปลาทอดในปริมาณ 1 ขีด จำนวนโปรตีนและไขมันที่ได้รับก็จะสูงขึ้น หากจะใช้ปลาทำอาหารทั้งนึ่ง ต้ม ย่าง หรือทอด จะปลาน้ำจืดหรือปลาน้ำเค็มก็ได้เพราะมีประโยชน์ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะปรุงอย่างไรให้ถูกปากถูกใจสมาชิกในครอบครัว ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบ้าน


ขอบคุณที่มาจาก : รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงษ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น