BREAKING NEWS
latest

728x90



468x60


วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กำเนิดตั๋วทองคำ วิวัฒนาการของเงิน ความหมายของเงินตรา ..ที่ทุกคนต้องอ่าน อย่ามองข้าม


วิวัฒนาการของเงิน

ผมตัดสินใจนานว่าจะเขียนเรื่องของ Bitcoin กับ Blockchain ดีหรือเปล่า ตัว Bitcoin นี่มีคนรู้จักกันมานานหลายปีแล้ว แต่พอ fintech startup เริ่มได้รับความสนใจ คนก็เริ่มกลับมาจับตาเทคโนโลยีอย่าง Blockchain ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมพื้นฐานของ Bitcoin กันอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็หาคำอธิบาย Blockchain ที่ให้มนุษย์ปุถุชนเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ได้ซักที

ผมเลยคิดว่า น่าจะลองเขียนอธิบายเรื่อง Blockchain ดู เผื่อใครหลายๆ คนจะได้เข้าใจว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง แล้วทำไม Blockchain ถึงกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่จะเปลี่ยนโลกเราได้ในอนาคต ปัจจุบัน Blockchain ถูกนำไปใช้ในระบบงานอื่นๆ นอกจาก Bitcoin เรียบร้อยแล้วครับ พวกธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Citibank, Morgan Stanley, HSBC, Deutsche Bank ก็เริ่มลงมาศึกษา Blockchain เพื่อจะนำมาใช้กับสถาปัตยกรรมการเงินในอนาคตกันแล้ว

(ได้ข่าวมาว่า Fintech Startup ของไทยเองอย่าง Everex ของคุณต้ากวิน ก็กำลังเอา Blockchain มาใช้สร้างนวัตกรรมการเงินแบบใหม่อยู่)

หลังจากนี้ Blockchain จะเริ่มเข้ามาอยู่ใกล้ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ดังนั้น เรามาเริ่มรู้จักกับ Blockchain กันให้เข้าใจดีกว่า ว่ามันคืออะไร..?

เพื่อให้คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายที่สุด ผมจะพยายามเลี่ยงคำศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนและยกตัวอย่างในรูปแบบ analogy ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ขออนุญาตทับศัพท์บ้างเพื่อความสะดวกในการสื่อสาร

ถ้าจะตอบคำถามว่า “ทำไมต้อง Blockchain” เราควรเริ่มต้นจาก pain point ของระบบการเงินในปัจจุบันเสียก่อน (ผมจะแทรกทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาบ้างเพื่อเสริมความเข้าใจอย่างเหมาะสมนะครับ)

“เงิน” ในปัจจุบันมีปัญหาอย่างไร และ Bitcoin (ภายใต้เทคโนโลยี Blockchain) จะมาแก้ปัญหาให้ได้ด้วยวิธีไหน เรามาตามดูกัน

“เงิน” สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกต้องการมากที่สุด ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่..?

ความหมายของเงินตรา

อันที่จริงแล้ว “เงิน” เป็นสิ่งไม่มีมูลค่าในตัวของมันเอง มันเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) ถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น เงินก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ เป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึกที่ระบุตัวเลขไว้ว่า 1,000 บาทเท่านั้นเอง

ลองนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในยุคอดีตก่อนที่จะมีการใช้ “เงิน” กันดีกว่าครับ เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของเงินให้ชัดเจนขึ้นเราควรต้องเข้าใจวิวัฒนาการของเงิน จากอดีตจนถึงปัจจุบันเสียก่อน

ในอดีต ด้วยข้อจำกัดทางการผลิต มนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถผลิตปัจจัยที่ใช้ดำรงชีพได้ทั้งหมด จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นสัตว์สังคม และเริ่มมีการ “แบ่งงานกันทำ (Division of labor)” เพื่อให้คนแต่ละคนทำงานในส่วนที่ตัวเอง “ถนัด” เพื่อรีดประสิทธิภาพของการผลิตออกมาได้มากที่สุด

ผมไม่สามารถเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าวไปพร้อมๆ กันได้ ผมก็เลยเลี้ยงวัว ให้คุณปลูกข้าว เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องกินข้าว ผมก็เอาเนื้อวัวที่ผมเลี้ยงไปแลกกับข้าวของคุณ นี่แหละครับเป็นที่มาของการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกันในเบื้องต้น ในยุคอดีตไม่มีการซื้อขายสินค้า มีแต่การแลกเปลี่ยน และเราเรียกระบบการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้าแบบนี้ ว่า “Barter System”

ภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์ Harper's Weekly ปี 1874 แสดงระบบการแลกเปลี่ยนแบบ Barter System ที่คนเอาไก่แลกกับการเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์ (Source: Wikipedia)

Barter System นี่มีปัญหาเยอะครับ เพราะถ้าวัวของผมยังไม่โต แต่ผมอยากกินข้าวแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรจะไปแลกได้ ต้องอดข้าวไปจนกว่าจะมีเนื้อวัวไปแลก ซึ่งก็คงอดตายไปก่อน

มนุษย์จึงคิดวิธีแก้ปัญหาด้วยการหาสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ที่จะใช้แทนทรัพยากร โดยสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการยอมรับจากสังคมส่วนใหญ่ อะไรก็ได้ที่ “หายาก” “ปลอมแปลงไม่ได้” และ “แบ่งเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ ได้”

แจ็คพอตมาออกที่ทองคำ (Gold) กับแร่เงิน (Silver) เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการยอมรับกันในอดีต เพราะทองคำกับแร่เงินนั้นหาได้ยาก ต้องขุดสกัดจากชั้นหินเป็นตันๆ กว่าจะได้ทองซักออนซ์นึง ปลอมแปลงได้ลำบาก และเมื่อนำมาหลอม จะสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการได้จำนวนมาก

นี่เป็นเหตุผลที่ทองคำต่างจากเพชรในแง่การใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ลองคิดถึงเพชรนะครับ เพชรก็เป็นของหายาก ปลอมแปลงก็ไม่ได้ แต่สาเหตุที่บรรพบุรุษของเราไม่นิยมเอาเพชรมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็เพราะเพชรแบ่งแยกย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ได้เหมือนทองคำ คุณภาพน้ำเพชรแต่ละเม็ดก็ไม่เท่ากัน สภาพคล่องในการนำไปใช้เป็นสื่อแลกเปลี่ยนสินค้ามูลค่าต่ำๆ ก็ลำบาก

ทองคำ แร่เงิน และโลหะมีค่าอื่นๆ ที่ใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนในยุคโรมัน (Source: Wikipedia)


กำเนิดตั๋วทองคำ

ทองคำถูกใช้เป็น “เงิน” มานานหลายพันปีครับ จนกระทั่งเกิดการวิวัฒนาการในขั้นตอนถัดไป เพื่อความสะดวกที่ไม่ต้องพกพาทองคำหนักๆ ไปไหนต่อไหน จะหั่นทองคำเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเอาไปซื้อของเล็กน้อยก็ลำบาก จึงเกิดธุรกิจรับฝากทองคำเกิดขึ้น เมื่อร้านรับฝากทองคำเรียบร้อย ก็จะออกตั๋วทองคำให้กับผู้ฝาก (ธุรกิจรับฝากทองคำนี้คือจุดเริ่มต้นของระบบธนาคารนี่เอง)

ตั๋วทองคำนี้ได้รับการยอมรับว่าสามารถใช้แทนทองคำได้ เมื่อคุณมีตั๋วอยู่ในมือ ก็มีค่าเท่ากับมีทองคำอยู่ในมือครับ เวลาไปชอปปิ้ง ก็จะชำระค่าสินค้าให้พ่อค้าด้วยตั๋วทองคำ เมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อค้าต้องการแลกทองคำ ก็นำตั๋วที่ได้รับจากคุณกลับไปแลกที่ร้านรับฝากทองคำซะ หรือไม่พ่อค้าก็สามารถเก็บตั๋วทองคำนี้เอาไว้ เพื่อไปซื้อสินค้าอื่นๆ ต่อได้

การซื้อขายบนโลกนี้เติบโตอย่างมาก GDP ของประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการใช้ตั๋วทองคำอย่างแพร่หลาย จนเป็นการเสียเวลาเปล่าที่จะเอาตั๋วไปแลกทองคำมาเก็บไว้ เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเอาตั๋วไปแลกเปลี่ยนสินค้าอื่นๆ เพื่อใช้ดำรงชีพอยู่ดี

ในขณะที่สื่อกลางการแลกเปลี่ยนแท้ๆ อย่างทองคำกลับนอนนิ่งอยู่ในตู้เซฟ ตั๋วทองคำกลับถูกใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ตั๋วจากประเทศหนึ่งเมื่อจะไปแลกเปลี่ยนอีกประเทศหนึ่ง มักจะมีปัญหา จึงเริ่มมีการสร้างระบบตั๋วทองคำที่เป็นมาตรฐานกันขึ้นมา ตั๋วในแต่ละประเทศก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ตั๋วทองคำของสหรัฐอเมริกาถูกเรียกว่า “ดอลล่าห์” ตั๋วทองคำของอังกฤษถูกเรียกว่า “ปอนด์สเตอร์ลิง” ตั๋วทองคำของญี่ปุ่นถูกเรียกว่า “เยน” ตั๋วทองคำของไทยถูกเรียกว่า “บาท”

ตั๋วดอลล่าห์ 1 ใบสามารถแลกตั๋วเยนได้ 100 ใบ

ตั๋วปอนด์สเตอร์ลิง 1 ใบ สามารถแลกตั๋วบาทได้ 50 ใบ

และไม่ว่าตั๋วรูปแบบไหน ก็สามารถไปแลกทองคำกลับมาได้จากประเทศผู้ออกตั๋วทั้งนั้น นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ “ระบบอัตราแลกเปลี่ยน (foreign exchange)” ในปัจจุบันครับ

ตั๋ว 20 ดอลล่าห์ในอดีต ที่ยังอยู่ในรูปแบบ "ตั๋วทองคำ" หรือเรียกกันว่า Gold Certificate อยู่ ซึ่งตั๋วทองคำนี้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นทองคำได้จริง ในยุคนั้นทองคำ 1 ออนซ์ ใช้เงินประมาณ 35 ดอลล่าห์ในการแลกคืน



อิสรภาพของดอลล่าห์ในปี 1971

ปัญหาของเงินในโลกนี้มันเริ่มจากระบบการออกตั๋วของแต่ละประเทศนี่แหละครับ จุดเริ่มต้นของปัญหามันคือช่วงสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาลงทุนกับการทำสงครามเยอะมาก จนตั๋วดอลล่าห์แทบจะหมดประเทศ รัฐบาลสหรัฐในยุคนั้นก็เลยขี้โกงด้วยการพิมพ์ตั๋วดอลล่าห์ออกมาเยอะเกินกว่าทองคำที่มีในโกดัง

สมมติว่าทอง 1 ก้อน พิมพ์ตั๋วได้ 1 ใบ
สหรัฐมีทอง 1 ล้านก้อน แต่แทนที่สหรัฐจะพิมพ์ตั๋ว 1 ล้านใบ กลับพิมพ์เยอะเกินไปเป็น 5 ล้านใบ แปลว่าสหรัฐมีตั๋วเกินกว่าทองในโกดังถึง 5 เท่า

ทีนี้หลายๆ ประเทศเริ่มสงสัย ว่าทำไมดอลล่าห์มันมีเยอะจังเลย เห็นสหรัฐใช้แล้วใช้อีกไม่หมดซักที พวกเค้าเริ่มไม่ไว้ใจสหรัฐ ก็เลยทยอยเอาตั๋วไปแลกทองคืนจากสหรัฐ การขอทองคำคืนนี้เริ่มต้นจากประเทศอย่างเยอรมันตะวันตก สวิสเซอแลนด์และฝรั่งเศส

เอาล่ะซิ เมื่อโดนขอแลกทองคืน สหรัฐทำยังไงครับ..? สหรัฐเองไม่มีทองพอจะคืนให้ประเทศต่างๆ ได้แน่ๆ อยู่แล้ว เล่นขี้โกงพิมพ์มาเยอะขนาดนี้

วิธีง่ายที่สุดที่สหรัฐทำก็คือ “ชักดาบแม่งเลย..!!”

บ่ายวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 1971 ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิปดีสหรัฐในยุคนั้นประกาศยกเลิกการผูกตั๋วดอลล่าห์เข้ากับทองคำ หมายถึงว่า ตั๋วดอลล่าห์ของรัฐบาลเป็นอิสระจากทองคำ รัฐบาลจะพิมพ์ตั๋วเงินเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องอิงกับปริมาณทองคำที่มีอยู่ และผู้ครองครองตั๋วดอลล่าห์ก็ไม่สามารถนำตั๋วกลับไปแลกทองคำคืนได้อีกต่อไป..!! ดอลล่าห์เป็นอิสระแล้ว

ปรากฏการณ์ในครั้งมีชื่อเป็นทางการว่า การล้มเลิกระบบ Bretton Woods System มีชื่อเล่นว่าปรากฏการณ์ Nixon Shock



ปี 1971 เป็นจุดเริ่มต้นที่ตั๋วดอลล่าห์เป็นอิสระจากทองคำ และเป็นจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนของระบบการเงินโลก

จุดนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นความปั่นป่วนของโลกการเงิน ปริมาณตั๋วของแต่ละประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการพิมพ์เงินแบบไม่บันยะบันยังของรัฐบาล บางประเทศเครดิตไม่ดี พิมพ์เงินเยอะแล้วก็ล้มละลายเลย (แบบซิมบับเว) เพราะรัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ ส่วนประเทศอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ ยูโรโซน พวกนี้พิมพ์เงินเยอะ แต่ยังอยู่ได้ เพราะเครดิตรัฐบาลยังดีอยู่

ส่วนทองคำล่ะครับ..? ทองคำนอนกองอยู่ในตู้เซฟ หมดสิ้นบทบาทการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในยุคอดีตเงินเคยถูกใช้เป็นตัวแทนของทองคำ น่าเชื่อถือเพราะมีทองคำเป็นแบ็คอัพ

ในยุคปัจจุบันเงินไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทองคำอีกแล้ว แต่มนุษย์เรายังเชื่อถือเงินเพราะ “รัฐบาลค้ำประกัน” ถ้ามนุษย์เชื่อมั่นในรัฐ เงินก็จะยังคงมีค่าต่อไป

ปัญหาของเงินในปัจจุบันจึงขึ้นตรงกับความน่าเชื่อถือของรัฐของประเทศนั้นๆ ไม่ได้ผูกกับทองคำในคลังอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นรัฐจะทำยังไงกับเงินของประเทศก็ย่อมได้ ยกตัวอย่างวิกฤติเศรษฐกิจจาก subprime ของสหรัฐอเมริกาในปี 2008 ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจพิมพ์เงินจำนวนมากเพื่อมายื้อชีวิตเศรษฐกิจของประเทศด้วยชื่อเท่ห์ๆ ว่า QE (Quantitative Easing) ที่จริงแล้วก็แค่การปั้มดอลล่าห์ออกมายื้อไม่ให้แบงค์ล้ม

รัฐอยากพิมพ์เงินกี่ล้านล้านเหรียญก็พิมพ์ได้ ในขณะที่ประชาชนทำงานเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะหาเงินได้ซักร้อยเหรียญ สถานการณ์แบบนี้ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเริ่มคลางแคลงใจ ไม่ไว้ใจรัฐบาล จึงเริ่มหาสกุลเงินทางเลือก

สกุลเงินที่จะมีค่าในตัวของมันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือจากรัฐบาลหรือทองคำอีกต่อไป

สกุลเงินที่จะมีค่าในตัวของมันเอง..!?!

เงินตราในยุค Post-QE

แล้วเงินประเภทไหนที่ไม่ต้องมีรัฐบาลมาคอยค้ำ ไม่ต้องมีทองคำมาแบ็คอัพ ก็น่าเชื่อถือได้ด้วยตัวมันเอง เงินประเภทไหนที่จะไม่มีวันเพิ่มจำนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วย QE..?

เงินประเภทไหนที่จะมีคุณสมบัติ “หายาก” “ปลอมแปลงไม่ได้” และ “แบ่งเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ ได้” แบบที่ทองคำมี..?



Bitcoin และสถาปัตยกรรม Blockchain เป็นคำตอบ (บางส่วน) ของคำถามนี้..!!

ความใฝ่ฝันที่อยากจะสร้างเงินตราทางเลือกที่เป็นของมหาชน ดูแลโดยมหาชน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นตัวกลาง มีความโปร่งใส ตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมดได้ ซึ่งแนวคิดนี้เป็นจริงได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกชื่อว่า Blockchain ถูกคิดค้นโดย (กลุ่ม) นักวิทยาศาสตร์ลึกลับที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto ในปี 2008

ตั๋วเงินในอดีต มีทองคำในคลังค้ำประกัน

ตั๋วเงินในยุคปัจจุบัน มีรัฐบาล (ที่น่าเชื่อถือ??) ค้ำประกัน

แล้ว Bitcoin/Blockchain มีอะไรค้ำประกัน..??

แล้ว Blockchain คืออะไร..? ทำงานยังไง..? ทำไมมันถึงทำให้ Bitcoin น่าเชื่อถือโดยไม่มีใครและไม่มีอะไรค้ำประกัน..?

ตอนนี้เกริ่นนำเสียยาว ตอนหน้าผมจะเริ่มอธิบายที่มาของ Blockchain ละครับ


อ่านตอนที่ 2 https://goo.gl/fHsGCn

ที่มา : https://goo.gl/86EaoQ

« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น